ไอโซมอร์ฟิก แล็บส์ ระดมทุน 2.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการค้นพบยาด้วย ai สู่การทดลองทางคลินิก

Isomorphic Labs ของ Alphabet ระดมทุน Series A กว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งขยายการค้นพบยาด้วยปัญญาประดิษฐ์สู่การทดลองทางคลินิก

Isomorphic Labs บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเครือ Alphabet ประกาศระดมทุนรอบ Series A ได้จำนวนเงินสูงถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรอบทุนที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม รอบทุนดังกล่าวนำโดย Thrive Capital และ GV (Google Ventures หรือหน่วยลงทุนของ Alphabet) โดยมีนักลงทุนรายอื่นๆ เข้าร่วม เช่น ARCH Venture Partners, Baillie Gifford, Bezos Expeditions, BOND, Casdin Capital, Cowen, Two Sigma Ventures และนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย

การระดมทุนครั้งนี้ทำให้ Isomorphic Labs มีเงินทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับรวมเงินทุนเบื้องต้นที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2564 โดย ดร.เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ผู้ร่วมก่อตั้ง DeepMind และอดีตประธาน Google DeepMind และดร.เลนช์ ชมิดต์ (Lens Schmidt) ซึ่งเป็นผู้บริหารคนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี AI สำหรับการค้นพบยา Isomorphic Labs มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงในการปฏิวัติกระบวนการค้นพบและพัฒนายาใหม่ โดยอาศัยรากฐานจากความเชี่ยวชาญของ DeepMind ในด้านการจำลองโครงสร้างโปรตีนและปฏิสัมพันธ์ทางชีวโมเลกุล

ดร.เดมิส ฮัสซาบิส ซีอีโอบริษัท กล่าวว่า “การระดมทุนรอบนี้จะช่วยเร่งการพัฒนาแพลตฟอร์มโมดูลาร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเรา ซึ่งจะนำโครงการค้นพบยาชุดแรกๆ สู่การทดลองทางคลินิกในปีหน้า” เขาเน้นย้ำว่า Isomorphic Labs กำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-driven molecular foundation model) เพื่อทำนายและออกแบบโมเลกุลยาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการค้นพบยาที่ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม

พื้นฐานเทคโนโลยีและความก้าวหน้าล่าสุด

Isomorphic Labs สร้างสรรค์เทคโนโลยีของตนบนฐานของ AlphaFold ซึ่งเป็นระบบ AI ของ DeepMind ที่ปฏิวัติวงการชีววิทยาโครงสร้าง AlphaFold 2 สามารถทำนายโครงสร้างโปรตีนได้อย่างแม่นยำเกือบ 100% ในหลายกรณี ซึ่งนำไปสู่การตีพิมพ์ในวารสาร Nature และการมอบรางวัล Nobel สาขาเคมีในปี 2566 ล่าสุด AlphaFold 3 ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Isomorphic Labs สามารถจำลองปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรตีน ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ ลิพิด และโมเลกุลยาได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น โดยตีพิมพ์ผลงานใน Nature เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567

นอกจากนี้ Isomorphic Labs ยังเผยแพร่โครงสร้างโมเลกุล AI สองตัวใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้แก่ ISM (Isomorphic Structure Model) และ ISMI (Isomorphic Small Molecule Interaction) ซึ่งสามารถทำนายโครงสร้างโปรตีนและปฏิสัมพันธ์กับโมเลกุลยาได้ดีกว่าโมเดลเดิมถึงสองเท่า ผลการทดสอบแสดงให้เห็นความแม่นยำสูงถึง 85% สำหรับโปรตีนเดี่ยว และ 77% สำหรับคอมเพล็กซ์โปรตีน-โมเลกุลยา โดยใช้ข้อมูลการทดลองจาก PoseBusters ซึ่งเป็นชุดข้อมูลอิสระจากโมเดลฝึกสอน

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดขั้นตอนการทดลองทางกายภาพที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง โดย AI สามารถสร้างสมมติฐานโมเลกุลยาที่มีศักยภาพได้ในเวลาอันสั้น จากนั้นนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผล นอกจากนี้ Isomorphic Labs ยังพัฒนาแพลตฟอร์มโมดูลาร์ที่รวมการทำนายโครงสร้าง การทำนายการจับคู่โมเลกุล และการออกแบบยาเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง pipeline การค้นพบยาที่ครบวงจร

แผนการพัฒนาและพันธกิจทางธุรกิจ

ด้วยเงินทุนใหม่นี้ Isomorphic Labs วางแผนขยายทีมงานและโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณ เพื่อนำโมเดล AI ไปสู่การใช้งานจริงในการพัฒนายาชุดแรก โดยมุ่งเน้นยาโมเลกุลเล็ก (small-molecule therapeutics) ในหลายสาขาการบำบัด เช่น โรคระบบประสาท โรคมะเร็ง และโรคระบบภูมิคุ้มกัน บริษัทมีข้อตกลงกับพันธมิตรเภสัชภัณฑ์ชั้นนำ เช่น Eli Lilly และ Novartis ซึ่งลงทุนในบริษัทตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อพัฒนายาใหม่ร่วมกัน โดย Isomorphic Labs ได้รับค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าและค่ามิลสโตน รวมถึงส่วนแบ่งยอดขายในอนาคต

ในแง่ธุรกิจ การค้นพบยาด้วย AI ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมที่มูลค่าตลาดกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปกติกระบวนการพัฒนายาใหม่ใช้เวลา 10-15 ปีและต้นทุนเฉลี่ย 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อตัวยา Isomorphic Labs มุ่งลดระยะเวลาลงเหลือไม่กี่ปี ผ่านการใช้ AI ที่เรียนรู้จากข้อมูลชีววิทยามหาศาล เพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ทางคลินิกได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ดร.ฮัสซาบิส ยังชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวว่า “เรากำลังสร้างยุคใหม่ของการค้นพบยา ที่ AI จะช่วยให้มนุษย์พัฒนายารักษาโรคที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” บริษัทคาดว่าจะเริ่มการทดลองทางคลินิกในปี 2568 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของแพลตฟอร์ม

ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและนักลงทุน

การลงทุนจำนวนมหาศาลจากนักลงทุนชั้นนำสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ Isomorphic Labs Thrive Capital ซึ่งนำรอบทุนครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความสามารถในการรวมเทคโนโลยี DeepMind เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านชีวเภสัชภัณฑ์ GV ในฐานะนักลงทุนใน Alphabet ก็ยืนยันการสนับสนุนเพื่อเร่งนวัตกรรม AI ในด้านสุขภาพ นักลงทุนรายอื่นๆ เช่น Bezos Expeditions และ Andreessen Horowitz (a16z) แสดงถึงการยอมรับจากทั้งฝั่งเทคโนโลยีและทุนเสี่ยง

Isomorphic Labs จึงไม่เพียงเป็นบริษัท AI ในสายชีววิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะการรักษาโรคที่ยังไม่มีทางแก้ไขในปัจจุบัน ด้วยเงินทุนและเทคโนโลยีที่พร้อม การก้าวสู่การทดลองทางคลินิกจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญสำหรับทั้งบริษัทและอุตสาหกรรมโดยรวม

(จำนวนคำประมาณ 750 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)