คำตัดสินศาลฎีกาเรื่องลิขสิทธิ์ ai ฟังดูกว้างขวาง แต่จริงๆ แล้วแก้ปัญหาได้น้อยมาก หากไม่ใช่ไม่มีเลย

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เรื่องลิขสิทธิ์ AI ฟังดูรุนแรง แต่แท้จริงแล้วแก้ปัญหาได้น้อยมาก

คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดีมูลนิธิแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol Foundation) กับนางลินน์ โกลด์สมิธ (Lynn Goldsmith) กำลังถูกนำไปอ้างอิงอย่างกว้างขวางในข้อพิพาทลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะกรณีการฝึกโมเดล AI ด้วยข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ ผู้ฟ้องร้องหลายราย เช่น สำนักพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (New York Times) และศิลปินภาพประกอบ Jason Allen ต่างยกคำตัดสินนี้เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อโต้เถียงว่าการใช้ภาพถ่ายหรือผลงานศิลปะในการฝึก AI ไม่ใช่การใช้ที่เป็นธรรม (fair use) อย่างไรก็ตาม คำตัดสินดังกล่าวฟังดูเหมือนจะกว้างขวางและส่งผลกระทบใหญ่หลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันแก้ไขประเด็นสำคัญได้น้อยมาก โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรม AI

พื้นหลังของคดีวอร์ฮอล

คดีนี้เริ่มต้นในปี 1981 เมื่อโกลด์สมิธ นักถ่ายภาพชื่อดัง ถ่ายภาพปกนิตยสารของนักร้องเพรนซ์ (Prince) สำหรับนิตยสาร Rolling Stone ในปี 2016 วอร์ฮอลใช้ภาพดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการสร้างภาพพิมพ์ซิลค์สกรีน 5 ภาพ ซึ่งมูลนิธิของเขาได้รับอนุญาตจาก Vanity Fair ให้ใช้ภาพต้นฉบับเพื่อวาดภาพประกอบหนึ่งภาพ แต่ต่อมามูลนิธิขายภาพพิมพ์เหล่านั้นให้กับ Condé Nast และให้สิทธิ์ใช้งานแก่ Getty Images โดยไม่ได้รับอนุมัติจากโกลด์สมิธ

ศาลชั้นต้นตัดสินว่าการใช้ของวอร์ฮอลเป็นการใช้ที่เป็นธรรม แต่ศาลอุทธรณ์กลางเขตนิวยอร์ก (Second Circuit) ยกเลิกคำตัดสินนั้น โดยระบุว่าภาพของวอร์ฮอลไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพต้นฉบับมากพอ และยังแข่งขันในตลาดลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์เดียวกัน ศาลสูงสุดรับคำร้องและตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ในเดือนพฤษภาคม 2023 ว่า การใช้ดังกล่าวไม่ใช่ fair use โดยพิจารณาจากปัจจัยทั้งสี่ของ fair use ตามกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐฯ (17 U.S.C. § 107) โดยเฉพาะปัจจัยที่สี่ซึ่งเกี่ยวกับผลกระทบต่อตลาดของเจ้าของลิขสิทธิ์

ผู้พิพากษาโซเนีย โซโตมาเยอร์ (Sonia Sotomayor) ซึ่งเขียนคำตัดสินหลัก เน้นย้ำว่า “แม้ภาพของวอร์ฮอลจะมีสไตล์ที่แตกต่าง แต่ก็ยังคงแทนที่ภาพต้นฉบับในตลาดลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการใช้งานปกนิตยสารและโฆษณา” คำตัดสินนี้ทำให้มูลนิธิต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลังกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำคำตัดสินไปใช้ในคดี AI

หลังคำตัดสิน คำตึงนี้ถูกนำไปอ้างในคดี AI หลายคดี เช่น คดีของนิวยอร์กไทมส์ฟ้อง OpenAI และ Microsoft โดยอ้างว่าการฝึกโมเดลด้วยบทความของสำนักพิมพ์ละเมิดลิขสิทธิ์ คดี Getty Images ฟ้อง Stability AI ก็อ้างคล้ายกัน นอกจากนี้ ในคดีศิลปินฟ้อง Midjourney และ Stability AI โกลด์สมิธเองยังยื่นคำแถลงสนับสนุน (amicus brief) โดยยกคำตัดสินวอร์ฮอลเพื่อโต้แย้งว่าการใช้ผลงานศิลปะในการฝึก AI ไม่ใช่ fair use

แม้แต่ผู้พิพากษาในคดี Getty v. Stability AI ก็อ้างคำตัดสินนี้ โดยระบุว่า “คำตัดสินของศาลสูงสุดในคดีวอร์ฮอลยืนยันว่าการใช้เชิงพาณิชย์ที่แข่งขันกับตลาดต้นฉบับไม่ใช่ fair use” นักกฎหมายหลายคนมองว่าคำตัดสินนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ท้าทายข้อโต้แย้งของบริษัท AI ว่าการฝึกโมเดลด้วยข้อมูลสาธารณะเป็น fair use

ทำไมคำตัดสินนี้จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับ AI

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินวอร์ฮอลไม่ได้แก้ปัญหา AI โดยตรง เนื่องจากข้อเท็จจริงของคดีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในคดีวอร์ฮอล มูลนิธิใช้ภาพต้นฉบับเพื่อสร้างงานอนุพันธ์ (derivative work) ที่คล้ายคลึงและวางขายในตลาดเดียวกัน โดยตรง ขณะที่การฝึก AI เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า โดยโมเดลจะ “เรียนรู้” จากข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ ไม่ใช่คัดลอกภาพต้นฉบับโดยตรง

ผู้พิพากษาโซโตมาเยอร์เองย้ำในคำตัดสินว่า “การพิจารณา fair use ต้องดูจากข้อเท็จจริงเฉพาะคดี ไม่ใช่หลักการกว้างๆ” เธอยังยกตัวอย่างว่า หากหมอใช้ภาพเพื่อการศึกษาแพทย์ หรือนักข่าวใช้เพื่อวิจารณ์ อาจเป็น fair use ได้ นอกจากนี้ คำแถลงเห็นต่างของผู้พิพากษา กิเนียร์ โรเบิร์ตส์ (Gorsuch) และคาแกน (Kagan) ชี้ว่า fair use ไม่ได้ห้ามการใช้เชิงพาณิชย์เสมอไป แต่ต้องดูบริบททั้งหมด

ในบริบท AI บริษัทอย่าง OpenAI โต้แย้งว่าการฝึกโมเดลคล้ายการสแกนหนังสือในห้องสมุดเพื่อค้นหา ไม่ใช่การคัดลอกเพื่อขาย Anthropic เองยื่นคำแถลงในคดี Thomson Reuters v. Ross Intelligence ว่าการฝึก AI เป็นการใช้ที่ “เปลี่ยนแปลงอย่างมาก” (highly transformative) ซึ่งคล้ายกรณี Google Books ที่ศาลตัดสินว่าเป็น fair use

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์อย่าง Jennifer Rothman จากคณะกฎหมาย Penn State กล่าวว่า “คดีวอร์ฮอลเกี่ยวกับงานอนุพันธ์ที่แข่งขันโดยตรง ไม่ใช่การฝึกโมเดล AI ซึ่งศาลยังไม่ได้พิจารณา” Matthew Sag จาก Emory University เสริมว่า “ศาลสูงสุดไม่ได้กล่าวถึง AI เลย คำตัดสินนี้เปลี่ยนแปลงกระบวนการทดสอบ fair use เล็กน้อยเท่านั้น โดยเน้นปัจจัยตลาดมากขึ้น แต่ยังคงเป็นการพิจารณาแบบเคสต่อเคส”

ผลกระทบต่ออนาคต

คำตัดสินวอร์ฮอลอาจทำให้ศาลพิจารณาปัจจัยตลาดอย่างเข้มงวดขึ้นในคดี AI แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะขยายไปถึงการฝึกโมเดลหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หาก AI สร้างภาพที่แข่งขันกับศิลปินต้นฉบับ อาจละเมิดได้ แต่ถ้าใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ เช่น การวิจัย อาจผ่านเกณฑ์ fair use

คดีที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น นิวยอร์กไทมส์ v. OpenAI หรือศิลปิน v. Midjourney จะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่แท้จริง นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ อาจออกกฎหมายเฉพาะสำหรับ AI เช่น NO FAKES Act หรือ GENIUS Act เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลฝึกโมเดล

สรุปแล้ว แม้คำตัดสินวอร์ฮอลจะถูกมองว่าเป็นชัยชนะของเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่สำหรับ AI มันเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ที่เปิดประตูสู่การพิจารณาคดีใหม่ๆ เท่านั้น ไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนหรือรุนแรงอย่างที่หลายคนคาดหวัง

(จำนวนคำประมาณ 750 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)