กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ วางแผนเปิดโอกาสให้บริษัทปัญญาประดิษฐ์ฝึกโมเดลด้วยข้อมูลลับ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) กำลังเตรียมแผนยุทธศาสตร์ใหม่ที่อนุญาตให้บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำของสหรัฐฯ สามารถฝึกโมเดล AI โดยใช้ข้อมูลลับของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งรัดการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในภารกิจทางทหาร โดยแผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Replicator ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบอัตโนมัติจำนวนมากเพื่อเสริมศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ
ตามเอกสารยุทธศาสตร์ AI ฉบับใหม่ของกระทรวงกลาโหมที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานใหม่ชื่อ “AI Rapid Capabilities Cells” จะรับผิดชอบในการพัฒนาและปรับใช้ AI ในระดับหน่วยงานปฏิบัติการ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุมัติความลับ (cleared companies) เข้าถึงข้อมูลลับเพื่อฝึกโมเดล AI โดยตรง ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยห้ามนำข้อมูลออกนอกระบบ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและรักษาความมั่นคงของชาติ
โครงการ Replicator ซึ่งประกาศโดยรองรัฐมนตรีกลาโหม Kathleen Hicks เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีเป้าหมายหลักในการจัดหาและผลิตระบบอัตโนมัติที่สามารถใช้งานได้ครั้งเดียว (attritable autonomous systems) กว่า 1,000 หน่วยภายใน 18-24 เดือน โดยมุ่งเน้นที่โดรนและระบบไร้คนขับ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แผนการฝึกโมเดล AI ด้วยข้อมูลลับนี้จะช่วยให้บริษัทเอกชนสามารถพัฒนาโมเดลที่ปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางทหารจริง โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลสาธารณะที่อาจไม่ครอบคลุมหรือไม่ละเอียดพอ
บริษัทที่คาดว่าจะมีส่วนร่วม ได้แก่ Anduril Industries, Palantir Technologies และ Scale AI ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในโครงการ Replicator อยู่แล้ว โดย Anduril ได้รับสัญญามูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับพัฒนาระบบโดรน Lattice และ Palantir ก็มีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับกองทัพ อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงกลาโหม (เช่น AWS GovCloud หรือ Azure Government Secret) และต้องมีบุคลากรที่ได้รับการรับรองความลับระดับสูง
ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของกระทรวงกลาโหม จากการพัฒนา AI ภายในเท่านั้น สู่การร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีนที่กำลังเร่งพัฒนา AI ทางทหารอย่างรวดเร็ว เอกสารระบุว่า “การฝึกโมเดลด้วยข้อมูลลับจะช่วยให้ AI สามารถเข้าใจบริบททางทหารที่ซับซ้อน เช่น การจดจำเป้าหมายในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หรือการตัดสินใจในสถานการณ์รบจริง” นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนจัดตั้ง “AI Test Ranges” หรือพื้นที่ทดสอบ AI ที่ปลอดภัย เพื่อให้บริษัทสามารถทดลองโมเดลก่อนนำไปใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงสารสนเทศ การรั่วไหลของข้อมูลลับอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านจริยธรรม เช่น การใช้ AI ในการตัดสินใจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตมนุษย์ รองรัฐมนตรี Hicks เน้นย้ำว่า “เราจะไม่ยอมให้ AI กลายเป็นอาวุธที่ไร้การควบคุม แต่จะใช้มันอย่างรับผิดชอบภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์”
นอกจากโครงการ Replicator แล้ว กระทรวงกลาโหมยังมีแผนขยายการใช้ข้อมูลลับสำหรับ AI ในด้านอื่นๆ เช่น การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม การตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการพยากรณ์การเคลื่อนไหวของกองกำลังศัตรู โดยในปีงบประมาณ 2024 ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการ AI และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมมองว่า แผนนี้จะช่วยให้สหรัฐฯ รักษาความเป็นผู้นำด้าน AI ทางทหาร โดยลดช่องว่างกับคู่แข่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาลและเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ก็แสดงความสนใจในการร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม แม้จะเคยปฏิเสธสัญญากับกองทัพอิสราเอลในอดีต แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนท่าทีเพื่อขยายฐานลูกค้าในภาครัฐ
สรุปแล้ว ยุทธศาสตร์ใหม่ของกระทรวงกลาโหมไม่เพียงเร่งรัดการพัฒนา AI สำหรับการรบสมัยใหม่ แต่ยังสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยสำหรับการแบ่งปันข้อมูลลับกับภาคเอกชน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทางทหารในอนาคต
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)