การร้องเรียนลิขสิทธิ์จากฮอลลีวูดบังคับให้ ByteDance ระงับการเปิดตัว SeaDance 2.0 ผู้สร้างวิดีโอด้วย AI ทั่วโลก
ByteDance ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม TikTok ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะต้องระงับแผนการเปิดตัว SeaDance 2.0 เครื่องมือสร้างวิดีโอด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก หลังจากเผชิญกับการร้องเรียนเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์จากสตูดิโอภาพยนตร์ชั้นนำของฮอลลีวูดหลายแห่ง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังรุนแรงขึ้นระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิงและบริษัทเทคโนโลยี AI ที่ใช้ข้อมูลวิดีโอจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดในการฝึกอบรมโมเดล
SeaDance 2.0 ถือเป็นรุ่นต่อยอดจาก Jimeng AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอจากข้อความ (text-to-video) ที่ ByteDance เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เครื่องมือนี้สามารถสร้างคลิปวิดีโอคุณภาพสูง ความยาวสูงสุด 6 วินาที ที่ความละเอียด 1080p ด้วยการประมวลผลเพียง 40 วินาที โดยใช้คำสั่งข้อความเพียงประโยคเดียว Jimeng AI ได้รับความนิยมอย่างมากในจีน โดยมียอดผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านคนภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัว ByteDance วางแผนจะนำ SeaDance 2.0 ไปรวมเข้ากับแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง CapCut ซึ่งเป็นเครื่องมือตัดต่อวิดีโอที่มียอดดาวน์โหลดกว่า 500 ล้านครั้งทั่วโลก รวมถึงแพลตฟอร์ม Douyin ในจีน ซึ่งเป็นต้นแบบของ TikTok
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง หลังจากสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ของฮอลลีวูด เช่น Disney, Warner Bros., Paramount, Universal และ Sony ได้ส่งจดหมายเตือนถึง ByteDance โดยกล่าวหาว่าโมเดล AI ของบริษัทถูกฝึกอบรมโดยใช้วิดีโอคลิปจากภาพยนตร์ของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อมูลเหล่านี้ถูกดึงมาจากฐานข้อมูลวิดีโอที่ไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งรวมถึงฉากจากภาพยนตร์ดังมากมาย สตูดิโอเหล่านี้ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง และเรียกร้องให้ ByteDance หยุดการใช้ข้อมูลดังกล่าวทันที
แหล่งข่าวจาก ByteDance เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจเลื่อนการเปิดตัว SeaDance 2.0 ทั่วโลกออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยจำกัดการใช้งานไว้เฉพาะในจีนผ่านแพลตฟอร์ม Douyin เท่านั้น การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่าง ByteDance กับตัวแทนจากสตูดิโอฮอลลีวูด ซึ่งรวมถึงการหารือเรื่องการชดเชยและการปรับปรุงกระบวนการฝึกอบรมโมเดลให้สอดคล้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ปัจจุบัน SeaDance 2.0 ยังคงอยู่ในขั้นทดสอบภายในในจีน โดยผู้ใช้ Douyin สามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ผ่านการเชิญชวนจากระบบเท่านั้น
กรณีนี้คล้ายคลึงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Jimeng AI ซึ่ง ByteDance เปิดตัวในเดือนมีนาคม โดยโมเดลดังกล่าวถูกตรวจพบว่าฝึกอบรมด้วยคลิปวิดีโอจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด เช่น ฉากต่อสู้จาก “The Matrix” หรือฉากขี่ม้าจากภาพยนตร์ตะวันตกอื่นๆ Jimeng AI สามารถเลียนแบบสไตล์ภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง โดยสร้างวิดีโอที่ดูเหมือนมาจากสตูดิโอใหญ่ๆ แต่ ByteDance ถูกวิจารณ์หนักจากสตูดิโอที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมองว่าเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง
ในบริบทที่กว้างขึ้น ความขัดแย้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่บริษัท AI กำลังเผชิญทั่วโลก หลังจากที่ศาลสหรัฐฯ ตัดสินในคดี New York Times ฟ้อง OpenAI และ Microsoft ว่าการใช้เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ในการฝึกอบรมโมเดล ChatGPT เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกัน นอกจากนี้ สตูดิโอฮอลลีวูดยังกำลังดำเนินคดีกับบริษัท AI อื่นๆ เช่น Stability AI และ Midjourney ในข้อหาใช้ภาพจากภาพยนตร์และภาพวาดในการฝึกโมเดลภาพ Stable Diffusion ByteDance เองก็เคยถูกฟ้องจาก Universal Music Group ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลงใน TikTok มาก่อนหน้านี้
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมวิเคราะห์ว่า ByteDance อาจต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันไปใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุญาตหรือพัฒนาเทคนิคการฝึกอบรมแบบ “fair use” ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การใช้ข้อมูลสังเคราะห์ (synthetic data) หรือการทำสัญญากับสตูดิโอเพื่อเข้าถึงคลิปวิดีโออย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สตูดิโอฮอลลีวูดยืนยันจุดยืนชัดเจน โดย Disney และ Warner Bros. ได้รวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้กับ AI ที่ใช้เนื้อหาของพวกเขาโดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์
สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อ CapCut ซึ่ง ByteDance วางแผนใช้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ SeaDance 2.0 ทั่วโลก CapCut มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในหมู่นักสร้างคอนเทนต์รุ่นใหม่ หาก SeaDance 2.0 ถูกบล็อก ผู้ใช้ต่างประเทศจะไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือนี้ได้ ส่งผลให้ ByteDance สูญเสียโอกาสในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Runway, Pika Labs หรือ Kling AI จากจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ByteDance ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีนี้ แต่แหล่งข่าวภายในระบุว่า บริษัทกำลังเร่งเจรจากับสตูดิโอเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ในขณะที่อุตสาหกรรม AI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองลิขสิทธิ์กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเผชิญ
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)