iRobot ยื่นล้มละลายตามมาตรา 11 และโอนกิจการสู่ผู้ผลิตจีน
iRobot Corporation ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นชื่อดังอย่าง Roomba ได้ยื่นขอปกป้องล้มละลายตามมาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 ที่ศาลล้มละลายเขตดิสตริกต์มาสซาชูเซ็ตส์ การยื่นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตทางการเงินที่ยืดเยื้อ หลังจากดีลซื้อกิจการมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Amazon ล้มเหลวเนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรป (EU) ไม่เห็นชอบ
iRobot ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 โดยทีมวิศวกรจาก MIT มีชื่อเสียงจาก Roomba หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นแรกที่วางตลาดในปี 2546 ซึ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมียอดขายสูงสุดเกือบ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2565 อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตจีน เช่น Ecovacs และ Roborock ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ iRobot ในตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหดตัวลงเหลือเพียง 26% ในปี 2566 จากเดิมกว่า 50%
วิกฤตเริ่มชัดเจนหลังจาก Amazon ประกาศเจรจาซื้อกิจการในเดือนสิงหาคม 2565 แต่คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) หยุดดีลดังกล่าวในเดือนมกราคม 2567 เนื่องจากกังวลเรื่องการผูกขาดตลาดและการคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภค iRobot ต้องจ่ายค่าปรับ 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ Amazon และเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมหาศาล ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 รายได้ลดลง 32% เหลือ 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนหน้านี้ iRobot ได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุนหลายครั้ง รวมถึงการเลิกจ้างพนักงาน 31% หรือราว 350 คนในเดือนมีนาคม 2567 และอีก 100 คนในเดือนเมษายน และหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่บางรายการเพื่อรักษาสภาพคล่อง บริษัทมีหนี้สินรวม 226 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสดคงเหลือ 131 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2567
ในการยื่นล้มละลาย iRobot ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ซื้อใหม่ในรูปแบบ DIP Financing (Debtor-in-Possession Financing) มูลค่า 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินสด 45 ล้านดอลลาร์สหร์และสินเชื่อ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยให้บริษัทดำเนินกิจการต่อเนื่องระหว่างกระบวนการล้มละลาย โดยไม่กระทบต่อการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า
จุดเปลี่ยนสำคัญคือข้อตกลงขายสินทรัพย์ทั้งหมดให้กับ Beijing SharkNinja Technology Group Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจีนผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนรายใหญ่ SharkNinja เป็นซัพพลายเออร์หลักของ iRobot ในการผลิตชิ้นส่วนบางส่วน โดยข้อตกลงนี้มีมูลค่าประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ SharkNinja จะรับช่วงต่อกิจการหลัก รวมถึงแบรนด์ Roomba, Braava และ iRobot OS โดยคาดว่าจะปิดดีลภายใน 60-90 วัน หากศาลเห็นชอบ
Colin Angle CEO ของ iRobot กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การยื่นล้มละลายนี้เป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพและนวัตกรรมของ iRobot เราเชื่อมั่นว่า SharkNinja จะนำพาบริษัทสู่การเติบโตใหม่ โดยรักษางานในสหรัฐอเมริกาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป” Angle ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง จะลาออกจากตำแหน่งหลังปิดดีล
SharkNinja ก่อตั้งในปี 2551 โดยมีฐานการผลิตหลักในจีนและเวียดนาม บริษัทมีรายได้รวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดตะวันตกผ่านแบรนด์ Shark ซึ่งแข่งขันโดยตรงกับ Dyson การเข้าซื้อ iRobot จะช่วยให้ SharkNinja ขยายพอร์ตโฟลิโอในเซกเมนต์หุ่นยนต์อัจฉริยะ โดยผสานเทคโนโลยี iRobot OS เข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพของตน
กระบวนการล้มละลายตามมาตรา 11 ช่วยให้ iRobot ปรับโครงสร้างหนี้สิน ลดพนักงานเพิ่มเติม และขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 แม้จะลดลงจากปีก่อน แต่การสนับสนุนจาก SharkNinja จะช่วยลดต้นทุนการผลิตลง 20-30% ผ่านการย้ายฐานบางส่วนไปยังเอเชีย
อย่างไรก็ตาม การขายให้บริษัทจีนจุดประกายความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ในหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คล้ายกรณี TikTok และ Huawei นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า CFIUS (Committee on Foreign Investment in the United States) อาจตรวจสอบดีลนี้ แม้จะเป็นการขายสินทรัพย์ผ่านล้มละลายก็ตาม
ตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 โดยจีนครองส่วนแบ่ง 60% ผู้บริโภคชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบ Roomba เนื่องจากความน่าเชื่อถือ แต่ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งจีน 2-3 เท่าเป็นอุปสรรค การเปลี่ยนเจ้าของสู่ SharkNinja อาจนำไปสู่การปรับราคาและนวัตกรรมใหม่ เช่น การรวม AI จาก iRobot กับเซ็นเซอร์ราคาถูกจากจีน
iRobot ยังคงรับประกันสินค้าตามปกติและให้บริการลูกค้าผ่านเว็บไซต์และตัวแทนจำหน่าย ลูกค้าที่ซื้อ Roomba ล่าสุดไม่ต้องกังวลเรื่องอะไหล่ เนื่องจาก SharkNinja สัญญาจะรักษาการสนับสนุนนาน 5 ปี
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอเมริกันในการแข่งขันกับจีน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและ规模การผลิต ขณะที่กฎระเบียบตะวันตกยิ่งเพิ่มแรงกดดัน iRobot อาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พึ่งพาการซื้อกิจการจากยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon
(จำนวนคำ: 728)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)