กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมาย 3,000 แห่งในอิหร่านด้วยการสนับสนุน ai แต่การกำกับดูแลยังคง "ลงทุนไม่เพียงพอ"

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายกว่า 3,000 จุดในอิหร่านด้วยการสนับสนุนจากปัญญาประดิษฐ์ แต่การกำกับดูแลยังขาดการลงทุนที่เพียงพอ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศจำนวนมหาศาลต่อเป้าหมายกว่า 3,000 จุดที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวสนับสนุนหลักในการวางแผนและเลือกเป้าหมาย การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโต้ต่อการโจมตีของกลุ่มตัวแทนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เช่น ในเยเมนและพื้นที่ใกล้เคียง แม้จะประสบความสำเร็จในด้านยุทธวิธี แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมและเทคโนโลยีชี้ให้เห็นว่าการกำกับดูแลระบบ AI ยังคงขาดการลงทุนที่เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในอนาคต

การโจมตีครั้งนี้ครอบคลุมการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit จำนวนหลายลำ ซึ่งสามารถบรรทุกระเบิดนำวิถี GBU-57 Massive Ordnance Penetrator (MOP) ที่มีน้ำหนักกว่า 13,600 กิโลกรัม โดยเครื่องบินเหล่านี้ทะยานจากฐานทัพในรัฐมิสซูรี สหรัฐฯ บินระยะทางกว่า 12,000 กิโลเมตรไปยังเป้าหมายในอิหร่าน โดยไม่ถูกตรวจจับจากเรดาร์ศัตรู การเลือกเป้าหมายทั้ง 3,000 จุดเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากเซ็นเซอร์หลายแหล่ง รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลจากโดรน และสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบบ AI จากโครงการ Maven ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) มีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

โครงการ Maven ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2560 เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีเอกชน เช่น Google (ในช่วงแรก) และต่อมาบริษัทอื่นๆ เช่น Palantir และ Anduril ระบบ AI นี้ช่วยให้หน่วยข่าวกรองสามารถระบุวัตถุที่น่าสงสัยในภาพถ่ายจำนวนนับล้านได้ภายในไม่กีบชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลาหลายสัปดาห์โดยมนุษย์เพียงอย่างเดียว ในกรณีการโจมตีอิหร่าน AI ได้ช่วยจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย โดยพิจารณาจากปัจจัยเช่น ความเสี่ยงต่อกำลังพลสหรัฐฯ ศักยภาพในการโจมตีตอบโต้ และมูลค่าทางยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ ระบบ AI ยังช่วยในการวางแผนเส้นทางการบินและหลีกเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน เช่น S-300 และ S-400 ที่นำเข้าจากรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ แต่การกำกับดูแลยังคงเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ รายงานจากศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายด้าน AI ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Center for Legal Scholarship) ชี้ว่าการลงทุนในด้านการกำกับดูแลมนุษย์-AI teaming ยังต่ำกว่าที่ควร โดยในงบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2568 ของสหรัฐฯ มีการจัดสรรเพียง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ AI โดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่าการตรวจสอบและปรับปรุง ผู้เชี่ยวชาญอย่างดร.ฌอน โอเวนส์ จากสถาบันรานด์ คอร์ปอเรชัน ระบุว่า “AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีเยี่ยม แต่การตัดสินใจสุดท้ายต้องมาจากมนุษย์ หากขาดการฝึกอบรมและเครื่องมือกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง เช่น การโจมตีพลเรือนโดยไม่ได้ตั้งใจ”

ตัวอย่างความเสี่ยงดังกล่าวปรากฏในเหตุการณ์ก่อนหน้า เช่น การโจมตีโดรนในอัฟกานิสถานปี 2564 ที่ AI ช่วยระบุเป้าหมาย แต่เกิดความผิดพลาดนำไปสู่การเสียชีวิตของเด็ก 10 คน ในกรณีอิหร่าน แม้จะไม่มีรายงานความสูญเสียพลเรือน แต่ระบบ AI อาจถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลเท็จ (data poisoning) หรือภาพลวงตา (adversarial examples) ซึ่งอิหร่านมีศักยภาพในการพัฒนา เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์จากหน่วย IRGC

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ DoD ได้ริเริ่ม “Human-on-the-Loop” protocols ซึ่งมนุษย์ต้องตรวจสอบการตัดสินใจของ AI ทุกขั้นตอน แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์รบที่รวดเร็ว รายงานจากคณะกรรมการตรวจสอบ AI ของเพนตากอน (JAIC) แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในเครื่องมืออธิบายผลลัพธ์ของ AI (explainable AI หรือ XAI) เพื่อให้มนุษย์เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการเสนอเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับการใช้ AI ในสงคราม เพื่อป้องกันการแข่งขันด้านอาวุธ AI กับจีนและรัสเซีย

ในแง่ยุทธศาสตร์ การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของกองทัพสหรัฐฯ สู่ “Joint All-Domain Command and Control” (JADC2) ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเชื่อมโยงกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และอวกาศเข้าด้วยกัน ระบบนี้ช่วยให้สามารถโจมตีเป้าหมายจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยลดเวลาจากสัปดาห์เหลือชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์จากสภาคองเกรส โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการบริการติดอาวุธ สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณสำหรับการกำกับดูแล โดยเสนอให้จัดสรรอย่างน้อย 20% ของงบ AI สำหรับด้านนี้

สรุปแล้ว การใช้ AI ในการโจมตีเป้าหมายกว่า 3,000 จุดในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามสมัยใหม่ แต่การขาดการลงทุนในกำกับดูแลอาจกลายเป็นจุดอ่อน หากไม่แก้ไข กองทัพสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดของระบบอัตโนมัติและการตอบโต้ทางไซเบอร์ การปรับสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบจึงเป็นวาระเร่งด่วนสำหรับนโยบายกลาโหมในอนาคต

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)