สหรัฐฯ วางเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์สี่เท่าภายในปี 2593 แต่ความล้มเหลวในอดีตยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประกาศแผน ambitious ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ให้เพิ่มขึ้นสี่เท่าภายในปี 2050 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนมุ่งเน้นการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 95 กิกะวัตต์ (GW) โดยตั้งเป้าจะขยายเป็น 400 GW ภายในเวลาน้อยกว่า 30 ปี การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลว โครงการล่าช้า และต้นทุนพุ่งสูง ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าอาจเป็นเพียงคำมั่นสัญญาที่ไม่สามารถบรรลุได้จริง
เจนนิเฟอร์ กรานโฮล์ม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมสุดยอดด้านคลIMATE COP28 ว่า “เราต้องการกำลังการผลิตนิวเคลียร์ 200 GW ใหม่ภายในปี 2050” โดยแบ่งเป็น 35 GW จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่ต่ออายุอายุการใช้งาน 50 GW จากโรงไฟฟ้าโมดูลขนาดเล็ก (SMRs) และ 115 GW จากเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงอื่นๆ แผนนี้สอดคล้องกับกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ปี 2022 ซึ่งจัดสรรงบประมาณสนับสนุน 6 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการต่ออายุโรงงานนิวเคลียร์ และกฎหมาย ADVANCE Act ที่เพิ่งผ่านสภาคองเกรส ซึ่งมุ่งปรับปรุงกระบวนการอนุมัติด้านนิวเคลียร์ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ในด้านนิวเคลียร์เต็มไปด้วยบทเรียนที่ขมขื่น ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ถึง 1990 มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ 100 แห่ง แต่กว่า 70 แห่งถูกยกเลิกเนื่องจากต้นทุนที่พุ่งสูงและการต่อต้านจากสาธารณะ โครงการ Vogtle ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่สร้างเสร็จในรอบ 30 ปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญหาเหล่านี้ โครงการนี้เริ่มก่อสร้างในปี 2009 ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 14 พันล้านดอลลาร์ แต่ล่าช้าถึง 7 ปี และต้นทุนพุ่งแตะ 35 พันล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลกลางและรัฐจอร์เจียต้องช่วยเหลือทางการเงินจำนวนมาก ปัจจุบัน Vogtle Unit 3 เริ่มดำเนินการในปี 2023 และ Unit 4 คาดว่าจะเสร็จในปี 2024 แต่ต้นทุนต่อกิกะวัตต์สูงถึง 13,000 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ต่ำกว่ามาก
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาหลักมาจากกรอบกฎระเบียบที่เข้มงวดของคณะกรรมการกำกับนิวเคลียร์สหรัฐฯ (NRC) ซึ่งใช้เวลานานนับปีในการอนุมัติใบอนุญาตและตรวจสอบความปลอดภัย โดยเครื่องปฏิกรณ์แต่ละรุ่นต้องผ่านการรับรองแยกต่างหาก ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น Edwin Lyman ผู้เชี่ยวชาญจาก Union of Concerned Scientists กล่าวว่า “ระบบปัจจุบันไม่เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น SMRs ซึ่งต้องการการรับรองแบบรวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน”
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ สหรัฐฯ ตามหลังอย่างมาก จีนกำลังก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 22 เครื่อง และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต 150 GW ภายในปี 2035 ฝรั่งเศสมีกำลังการผลิตนิวเคลียร์ 70% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ และกำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์ EPR ใหม่ ขณะที่เกาหลีใต้และแคนาดาก็ประสบความสำเร็จในการส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ มีเครื่องปฏิกรณ์ใหม่เพียง 2 เครื่องเท่านั้นตั้งแต่ปี 1978
เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง SMRs ถือเป็นความหวังสำคัญ โดยบริษัทอย่าง NuScale Power ได้รับการรับรองจาก NRC แล้วสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ 77 MW ซึ่งสามารถผลิตได้ในโรงงานและประกอบในสถานที่ ลดความเสี่ยงและเวลาในการก่อสร้าง โครงการแรกของ NuScale ในรัฐไอดาโฮมีกำหนดเริ่มในปี 2029 ด้วยกำลังการผลิต 462 MW แต่บริษัทเพิ่งยกเลิกข้อตกลงกับ Utah Associated Municipal Power Systems (UAMPS) เนื่องจากต้นทุนที่สูงเกินคาดจาก 5.3 พันล้านดอลลาร์เป็น 9.3 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนอย่าง TerraPower ของบิล เกตส์ที่กำลังพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์โซเดียมเร็ว และ X-energy ที่มุ่งเน้นเครื่องปฏิกรณ์ก๊าซความร้อนสูง
แม้จะมีอุปสรรค แต่หน่วยงานรัฐบาลอย่าง Department of Energy (DOE) กำลังลงทุนในโครงการนำร่อง เช่น Natrium ในรัฐไวโอมิง ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปีนี้ด้วยงบ 2 พันล้านดอลลาร์ และ Project Pele สำหรับเครื่องปฏิกรณ์ไมโครแบบเคลื่อนที่ได้ นอกจากนี้ การใช้ AI และการพิมพ์ 3 มิติจะช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างได้ถึง 30-50% ตามการประเมินของ IAEA
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายสงสัยในความเป็นไปได้ โดย Josh Freed จาก Clean Energy Group ชี้ว่า “การบรรลุเป้า 400 GW ต้องสร้างโรงงานใหม่ 3-4 แห่งต่อปี ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ขณะที่พลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์มีต้นทุนต่ำกว่าและติดตั้งได้เร็ว โดยในปี 2023 สหรัฐฯ เพิ่มกำลังการผลิตหมุนเวียน 18 GW เทียบกับนิวเคลียร์เพียง 0.8 GW
สรุปแล้ว แผนของสหรัฐฯ ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและการลดคาร์บอน แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการปฏิรูประบบกฎระเบียบ การสนับสนุนทางการเงิน และการพิสูจน์เทคโนโลยีใหม่ หากประสบความสำเร็จ จะช่วยให้สหรัฐฯ นำหน้าคู่แข่งด้านพลังงานสะอาด แต่ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของความล่าช้าและต้นทุนสูงยังคงเป็นเงามืดที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)