มากกว่า 5% ของข้อความ ChatGPT ทั่วโลกเกี่ยวกับสุขภาพ

กว่า 5% ของข้อความ ChatGPT ทั่วโลกเกี่ยวกับสุขภาพ

การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน ChatGPT ทั่วโลกเผยให้เห็นว่า ข้อความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพครองสัดส่วนกว่า 5% ของการสนทนาทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้ใช้หันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพอย่างแพร่หลาย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไฮฟาในอิสราเอล ได้ศึกษาข้อมูลการสนทนาที่ไม่ระบุตัวตนจาก ChatGPT โดยครอบคลุมผู้ใช้กว่า 1 ล้านรายจาก 167 ประเทศ ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2023 พบว่าประมาณ 5.3% ของข้อความทั้งหมด หรือราว 1 ใน 20 ข้อความ เป็นคำถามหรือการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพ

การศึกษานี้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อความขั้นสูง โดยจัดประเภทคำถามด้านสุขภาพออกเป็นหมวดหมู่หลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ อาการทางกาย (symptoms) ยาและสมุนไพร (medications and herbs) โรค (illnesses) สุขภาพจิต (mental health) และโภชนาการ (nutrition) โดยหมวดอาการทางกายครองสัดส่วนสูงสุดที่ 1.5% ของข้อความทั้งหมด รองลงมาคือยาและสมุนไพร 1% โรค 0.8% สุขภาพจิต 0.7% และโภชนาการ 0.6% คำถามยอดนิยมในหมวดอาการ เช่น “ฉันมีไข้และไอ ควรทำอย่างไร” หรือ “อาการปวดท้องและคลื่นไส้เกิดจากอะไร” ในขณะที่คำถามเกี่ยวกับยารวมถึงการสอบถามผลข้างเคียงของยาเฉพาะ เช่น พาราเซตามอล หรือยาต้านไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังพบความแตกต่างระหว่างภูมิภาค โดยในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนข้อความด้านสุขภาพสูงถึง 7.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการใช้งาน AI ในฐานะเครื่องมือช่วยเหลือสุขภาพที่เข้มข้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศในแอฟริกาและเอเชียบางแห่งมีสัดส่วนต่ำกว่า 3% ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือภาษา ทวีปอเมริกาเหนือมีอัตราสูงสุด รองลงมาเป็นยุโรปและออสเตรเลีย ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาอยู่ในระดับต่ำสุด

หัวข้อยอดนิยมที่ปรากฏบ่อยที่สุด ได้แก่ โควิด-19 ซึ่งครองอันดับหนึ่ง โดยผู้ใช้สอบถามเกี่ยวกับอาการ วัคซีน และการรักษา รองลงมาคือการลดน้ำหนัก ความวิตกกังวล (anxiety) และภาวะซึมเศร้า (depression) คำถามเหล่านี้มักเป็นลักษณะส่วนตัว เช่น “ฉันอายุ 35 ปี น้ำหนัก 80 กก. ควรลดน้ำหนักอย่างไร” หรือ “ฉันรู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลา ต้องทำอย่างไร” นักวิจัยชี้ว่า แนวโน้มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ในปลายปี 2022 โดยเฉพาะในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นประเด็นร้อน

การค้นพบนี้มีนัยสำคัญต่อการพัฒนา AI ในด้านสุขภาพ เนื่องจาก ChatGPT ถูกใช้ในลักษณะคล้ายแพทย์ผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงหากข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน นักวิจัยเตือนว่า ผู้ใช้มักเชื่อถือคำตอบจาก AI โดยไม่ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น การวินิจฉัยผิดพลาดหรือการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยให้ OpenAI และผู้พัฒนา AI อื่นๆ ปรับปรุงโมเดลให้ตอบสนองด้านสุขภาพได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในการวิเคราะห์ นักวิจัยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เพื่อจำแนกข้อความ โดยเริ่มจากการสุ่มตัวอย่าง 100,000 ข้อความ แล้วฝึกโมเดลให้ระบุประเภทสุขภาพด้วยความแม่นยำกว่า 90% ผลลัพธ์ยืนยันว่า สุขภาพเป็นหัวข้อที่สามรองจากเทคโนโลยีและการศึกษา แต่แซงหน้าหัวข้ออื่นๆ เช่น การเงินหรือความบันเทิง ข้อมูลนี้มาจากการบันทึกที่ไม่ระบุตัวตน ซึ่ง OpenAI อนุญาตให้ใช้เพื่อการวิจัยทางวิชาการ

แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการสนับสนุนสุขภาพสาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการกำกับดูแลเพื่อลดความเสี่ยง นักวิจัยแนะนำให้ OpenAI เพิ่มคำเตือนชัดเจนในคำตอบด้านสุขภาพ และพัฒนาโมเดลเฉพาะทางที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ เช่น PubMed หรือ WHO

สรุปแล้ว การศึกษานี้เผยให้เห็นว่า ChatGPT ได้กลายเป็นเครื่องมือช่วยเหลือสุขภาพระดับโลก โดยมีผู้ใช้กว่า 5% หันมาใช้งานในประเด็นนี้ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตตามการพัฒนาของเทคโนโลยี AI การเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ดังกล่าวจะช่วยกำหนดทิศทางนโยบายและการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพของมนุษย์

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)