เมต้าเร่งขยายกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์สู่ระดับ 6.6 กิกะวัตต์ เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์
เมต้า แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ กำลังลงทุนมหาศาลในพลังงานนิวเคลียร์ โดยประกาศแผนขยายกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์รวมกว่า 6.6 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งเทียบเท่ากับกำลังการผลิตที่สามารถจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือนหลายล้านหลังคาเรือน หรือรองรับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผนการนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ระยะยาวของเมต้าในการรับมือกับความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากงานฝึกอบรมและการใช้งาน AI โดยมุ่งเน้นพลังงานที่เชื่อถือได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในข้อตกลงล่าสุด เมต้าจับมือกับคอนสเตลเลชั่น เอเนอร์จี (Constellation Energy) ผู้ผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อรับกำลังไฟฟ้า 1.1 กิกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามไมล์ ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) หน่วยที่ 1 ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเริ่มผลิตไฟฟ้าอีกครั้งในปี 2570 และจัดสรรกำลังการผลิตทั้งหมดให้เมตาเป็นเวลา 20 ปี ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์สำหรับลูกค้าธุรกิจเอกชน
ก่อนหน้านี้ เมต้าได้ทำข้อตกลงกับเทเลน เอเนอร์จี (Talen Energy) เพื่อรับกำลังไฟฟ้า 500 เมกะวัตต์ (MW) จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซัสควีแฮนนา (Susquehanna) ในเพนซิลเวเนียเช่นกัน โดยกำลังการผลิตนี้จะเริ่มจ่ายไฟในปีหน้า นอกจากนี้ เมต้ายังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์รายอื่นๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ถึงเป้าหมาย 6.6 กิกะวัตต์ โดยปัจจุบันบริษัทมีข้อตกลงนิวเคลียร์รวมกว่า 2.5 กิกะวัตต์แล้ว
เหตุผลหลักที่เมต้าเลือกพลังงานนิวเคลียร์คือ ความต้องการพลังงานมหาศาลจากศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก โดยข้อมูลระบุว่าศูนย์ข้อมูล AI หนึ่งแห่งอาจใช้พลังงานเทียบเท่ากับเมืองขนาดกลาง การพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีปัญหาความไม่ต่อเนื่อง (Intermittency) ในขณะที่พลังงานนิวเคลียร์ให้กำลังฐาน (Baseload Power) ที่เสถียร 24 ชั่วโมง และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของเมต้าในปี 2030
แนวโน้มนี้ไม่ใช่ของเมต้าเพียงผู้เดียว แต่เป็นกระแสหลักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ บริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้าน AI กับเมต้า ได้ลงนามข้อตกลงคล้ายกันกับคอนสเตลเลชั่นเพื่อรับกำลังไฟฟ้าจากสามไมล์ ไอส์แลนด์เช่นกัน โดยเริ่มปี 2570 ขณะที่กูเกิล (Google) ลงทุนในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors - SMR) กับไคอูส พาวเวอร์ (Kairos Power) และอะเมซอน (Amazon) ก็ทำข้อตกลงกับเทเลน เอเนอร์จีเพื่อรับ 960 เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าซัสควีแฮนนา
อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวหลังจากหลายทศวรรษที่ถูกลดบทบาท เนื่องจากอุบัติเหตุเชอร์โนบิล (1986) และสามไมล์ ไอส์แลนด์ (1979) แต่ปัจจุบัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า 20% ของสหรัฐฯ โดยปลอดภัยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ผ่านกฎหมาย Inflation Reduction Act ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับพลังงานสะอาด รวมถึงนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม แผนขยายของเมตามีความท้าทายหลายประการ ประการแรกคือระยะเวลาการพัฒนาที่ยาวนาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ต้องใช้เวลา 5-10 ปีในการก่อสร้างและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการนิวเคลียร์สหรัฐ (NRC) ประการที่สองคือต้นทุนสูง โดยโครงการเครื่องปฏิกรณ์ใหม่มักมีปัญหาค้างโครงการ เช่น โรงไฟฟ้าโวเกิล (Vogtle) ในจอร์เจียที่ล่าช้าและเลยงบประมาณหลายปี ประการสุดท้ายคือการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แม้พลังงานนิวเคลียร์จะปล่อยกัมมันตภาพรังสีต่ำ แต่ขยะกัมมันตรังสีและความเสี่ยงอุบัติเหตุยังเป็นประเด็นถกเถียง
เมต้าจึงมุ่งเน้นการซื้อกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว (Existing Nuclear Capacity) มากกว่าสร้างใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงและเร่ง timeline นอกจากนี้ บริษัทยังสำรวจเทคโนโลยี SMR ที่กะทัดรัด ปลอดภัยกว่า และสร้างได้เร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นทางออกในอนาคต
แผน 6.6 กิกะวัตต์ของเมต้าจะช่วยให้บริษัทรักษาความเป็นผู้นำในยุค AI โดยไม่ถูกจำกัดด้วยปัญหาพลังงาน ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่เคยซบเซา การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้เทคโนโลยีอื่นๆ อย่างฟิวชั่น (Fusion) ได้รับการลงทุนเพิ่มเติมในระยะยาว
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)