70% ของมืออาชีพด้านสร้างสรรค์กลัวถูกตีตราเพราะใช้ AI การศึกษาของ Anthropic พบ

70% ของมืออาชีพด้านงานสร้างสรรค์ปกปิดการใช้ AI จากเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากติดอยู่ในกรอบตีต้า สะท้อนจากผลการศึกษาของ Anthropic

ผลการศึกษาล่าสุดจาก Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ เผยให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในวงการงานสร้างสรรค์ โดยพบว่ามากถึง 70% ของมืออาชีพในสาขาการออกแบบ การเขียน และการตลาด ปกปิดการใช้งานเครื่องมือ AI สร้างสรรค์ (Generative AI) จากเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากกลัวการถูกตีต้าและถูกตัดสินจากสังคมอาชีพ การสำรวจนี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 2,100 คน ในสาขาอาชีพสร้างสรรค์หลักๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ของเทคโนโลยี AI กับวัฒนธรรมองค์กรที่ยังคงยึดติดกับแนวคิดดั้งเดิม

แม้จะมีอัตราการใช้งาน AI สูงถึง 82% ในกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว แต่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ โดยเหตุผลหลักคือ “ตีต้า” (Stigma) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 51% รองลงมาคือความกลัวว่าจะถูกมองว่า “ขี้เกียจ” (29%) และ “กลัวถูกแทนที่ด้วย AI” (22%) ปรากฏการณ์นี้เด่นชัดยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งผู้จัดการและผู้บริหาร ซึ่งมีอัตราการปกปิดสูงถึง 80% สะท้อนว่ายิ่งอยู่ในระดับอาวุโส ยิ่งกังวลกับภาพลักษณ์และการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสาขาที่มักถูกมองว่าเน้น “ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” เป็นหลัก แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาการทำงาน และยกระดับคุณภาพผลงาน แต่กลับกลายเป็น “เครื่องมือต้องห้าม” ในสายตาของหลายคน Anthropic ระบุว่าผู้ใช้งาน AI ส่วนใหญ่รายงานว่าสามารถประหยัดเวลาได้เฉลี่ย 30-50% ในการทำงานประจำวัน เช่น การร่างไอเดีย การแก้ไขข้อความ หรือการสร้างภาพต้นแบบ แต่ปัญหาคือวัฒนธรรมองค์กรยังไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยี โดยเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ที่เน้นการทำงานแบบดั้งเดิม

ดร. Jared Moore นักวิจัยจาก Anthropic กล่าวในรายงานว่า “แม้ AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่แพร่หลายในงานสร้างสรรค์ แต่การยอมรับในทางปฏิบัติยังช้ากว่าที่คาดไว้ ผู้คนใช้งานมันอย่างกว้างขวาง แต่เลือกที่จะไม่ประกาศออกไป เนื่องจากกลัวผลกระทบต่อชื่อเสียงอาชีพ” การเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในอดีต เช่น การใช้เครื่องคิดเลขในวิศวกรรม หรือโปรแกรมแก้ไขข้อความในงานเขียน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมมักใช้เวลานาน โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ “ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์”

ผลสำรวจยังแบ่งกลุ่มอาชีพอย่างละเอียด พบว่าในกลุ่มนักออกแบบ (Designers) มีอัตราการใช้งาน AI สูงถึง 85% แต่ปกปิดไว้ 72% กลุ่มนักเขียน (Writers) ใช้งาน 80% ปกปิด 68% และกลุ่มนักการตลาด (Marketers) ใช้งาน 78% ปกปิด 70% นอกจากนี้ ยังพบว่าพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่ (มากกว่า 1,000 คน) มีแนวโน้มปกปิดมากกว่าบริษัทขนาดเล็กถึง 15% ซึ่งอาจเนื่องจากโครงสร้างองค์กรที่เข้มงวดและการแข่งขันสูง

Anthropic แนะนำแนวทางเพื่อลดช่องว่างนี้ โดยเสนอให้องค์กรส่งเสริมวัฒนธรรม “เปิดกว้างต่อ AI” ผ่านการฝึกอบรม การกำหนดนโยบายชัดเจน และการแบ่งปันกรณีศึกษาความสำเร็จ เพื่อเปลี่ยนมุมมองจาก “ภัยคุกคาม” เป็น “เครื่องมือเสริมศักยภาพ” นอกจากนี้ ยังชี้ว่าการปกปิดนี้อาจนำไปสู่ปัญหา เช่น การขาดการแบ่งปันความรู้ระหว่างทีม ส่งผลให้ประสิทธิภาพองค์กรโดยรวมลดลง

สรุปแล้ว ผลการศึกษานี้ไม่เพียงเผยให้เห็นถึงการใช้งาน AI ที่แพร่หลายในงานสร้างสรรค์ แต่ยังเน้นย้ำถึงอุปสรรคทางวัฒนธรรมที่ขัดขวางการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ หากองค์กรสามารถจัดการกับตีต้านี้ได้ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้รวดเร็วและยั่งยืนยิ่งขึ้น การสำรวจนี้ตีพิมพ์เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2023 และสามารถเข้าถึงรายงานฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ Anthropic

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)