ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี 8 แห่ง ลงนามข้อตกลงกับเพนตากอน สร้าง "กองกำลังรบ AI-First" ทั่วเครือข่ายลับ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงนามสัญญากับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี 8 บริษัท เพื่อสร้างกองกำลังรบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก (AI-First Fighting Force) ครอบคลุมเครือข่ายลับทุกระดับ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Defense: DoD) ได้ประกาศลงนามในสัญญากับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 8 แห่ง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วทั้งเครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง ตั้งแต่ระดับไม่ลับไปจนถึงระดับลับสุดยอด (Top Secret) การริเริ่มนี้มีชื่อเรียกว่า “AI-First Fighting Force” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างกองกำลังทหารที่ใช้ AI เป็นแกนหลัก เพื่อให้สามารถคิดและตอบสนองได้เร็วกว่าและเหนือกว่าศัตรูทุกประเภท

บริษัทที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ประกอบด้วย Amazon Web Services (AWS), Anthropic, Google, Microsoft, OpenAI, Oracle, Palantir Technologies และ Scale AI ซึ่งล้วนเป็นผู้นำในด้านคลาวด์คอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ สัญญาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Cloud for Defense and National Security (CDNS) ซึ่งเป็นกรอบการจัดซื้อใหม่ที่ช่วยให้ DoD สามารถเข้าถึงบริการ AI และคลาวด์จากผู้ให้บริการเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ครอบคลุมระดับความลับที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น NIPRNet (เครือข่ายไม่ลับ), SIPRNet (ลับ) และ JWICS (ลับสุดยอด)

รองรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม Kathleen Hicks กล่าวในการแถลงข่าวว่า “เรากำลังสร้างกองกำลังรบที่ใช้ AI เป็นหลัก ซึ่งสามารถคิดและตอบสนองได้เร็วกว่าและเหนือกว่าศัตรูทุกประเภท” การริเริ่มนี้สอดคล้องกับโครงการ Replicator ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดหาและติดตั้งระบบอัตโนมัติที่สามารถใช้ได้ครั้งเดียว (attritable autonomous systems) จำนวนนับพันหน่วยภายใน 18-24 เดือน เพื่อเสริมความได้เปรียบทางทหารให้กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เผชิญความท้าทายจากจีน

Craig Martell ผู้บริหารเทคโนโลยีและหัวหน้าฝ่าย AI ของ DoD เน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการนำ AI มาใช้ โดยระบุว่า “เรากำลังนำ AI มาใช้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ” สัญญาเหล่านี้ช่วยให้ DoD สามารถใช้ประโยชน์จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) และเครื่องมือ AI อื่นๆ ในภารกิจจริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลลับ

โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นจะรวมถึงศูนย์ข้อมูล (data centers) ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ปลอดภัยของรัฐบาล เช่น ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือ ซึ่งจะรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์ โดรน และระบบอาวุธอัตโนมัติ Palantir ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในการทำงานกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Gotham สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลลับ ขณะที่ OpenAI และ Anthropic จะนำเสนอโมเดล AI ที่ปรับแต่งสำหรับการใช้งานทางทหาร เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์และการจำลองสถานการณ์รบ

Microsoft และ Google ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคลาวด์ จะขยายบริการ Azure และ Google Cloud ให้ครอบคลุมเครือข่ายลับ โดยใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการรับรองจาก National Security Agency (NSA) Oracle เน้นด้านฐานข้อมูลที่ปลอดภัย ในขณะที่ AWS และ Scale AI จะสนับสนุนการฝึกโมเดล AI ด้วยข้อมูลสังเคราะห์ (synthetic data) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนข้อมูลจริงในสภาพแวดล้อมที่จำกัด

การลงนามสัญญาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกองทัพสหรัฐฯ สู่ยุค AI โดย DoD วางแผนลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีนที่กำลังเร่งพัฒนา AI ทางทหาร อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมในการใช้ AI ในสงคราม เช่น ความเสี่ยงของ “การฆ่าอัตโนมัติ” (killer robots) และการขาดการกำกับดูแลที่เพียงพอ แต่ DoD ยืนยันว่าจะยึดหลักการ Responsible AI โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อป้องกันอคติและความผิดพลาด

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร แต่ยังกระตุ้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้พัฒนานวัตกรรมสำหรับภาครัฐ โดยบริษัทที่เข้าร่วมจะได้รับโอกาสในการทดสอบเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งอาจนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคเอกชนในอนาคต สรุปแล้ว การร่วมมือระหว่างยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีกับ Pentagon ครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดอนาคตของสงครามสมัยใหม่ ที่ AI เป็นตัวแปรหลักในการตัดสินชัยชนะ

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)