95% ของนักศึกษาของสหราชอาณาจักรใช้ปัญญาประดิษฐ์แล้ว และประสบการณ์ของพวกเขาต่างกันสุดขั้ว
ผลการสำรวจล่าสุดจากบริษัท EdTech ชื่อ Jisc เผยให้เห็นว่าถึง 95% ของนักศึกษาของสหราชอาณาจักรเคยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ (Generative AI) อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ข้อมูลนี้มาจากการสำรวจนักศึกษากว่า 1,000 คนในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดังกล่าวในวงการการศึกษา แม้จะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างผู้ใช้ บางคนมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่บางส่วนกังวลเรื่องความถูกต้องและการโกงการบ้าน
การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำปี “Student Digital Insights 2024” ของ Jisc ซึ่งติดตามแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของนักศึกษาในสหราชอาณาจักร โดยพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มใช้ AI หลังจากการเปิดตัว ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ทำให้อัตราการใช้งานพุ่งสูงจาก 35% ในปีก่อนหน้าเหลือเพียงไม่กี่เดือนก็ทะลุ 95% ในปีนี้ นอกจากนี้ 37% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือทุกวัน โดย 14% ใช้ทุกวัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการผนวกเข้ากับกิจวัตรการเรียนรู้ประจำวัน
เครื่องมือ AI ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ChatGPT ซึ่งถูกใช้งานโดย 86% ของผู้ตอบแบบสอบถาม รองลงมาคือ Google Gemini (เดิมชื่อ Bard) ที่ 20% และ Microsoft Copilot ที่ 18% นักศึกษามักนำ AI ไปใช้ในกิจกรรมหลากหลายประเภท โดยจุดประสงค์หลัก ได้แก่ การสรุปบันทึกการเรียน (68%) การระดมสมองไอเดีย (65%) และการช่วยร่างโครงบทความหรือเรียงความ (59%) นอกจากนี้ ยังใช้ในการสร้างโค้ดโปรแกรม (33%) การตรวจสอบไวยากรณ์ (31%) และแม้กระทั่งการสร้างภาพประกอบ (28%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของเครื่องมือเหล่านี้ในการสนับสนุนกระบวนการเรียนการสอน
ด้านประโยชน์ที่นักศึกษารับรู้ พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า AI ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน (80%) ช่วยเพิ่มความเข้าใจในเนื้อหา (69%) และช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (55%) ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 72% เชื่อว่า AI ทำให้พวกเขามีเวลาว่างมากขึ้นสำหรับกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพักผ่อนหรือกิจกรรมนอกหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมี 48% ที่มองว่า AI ช่วยลดความเครียดจากการเรียน ท่ามกลางแรงกดดันทางวิชาการที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของนักศึกษากลับแตกแยกอย่างมาก โดย 58% รายงานปัญหาความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความเสี่ยงต่อการโกงการบ้าน (54%) และการละเมิดลิขสิทธิ์ (41%) นักศึกษาบางส่วนรู้สึกว่าการใช้ AI อาจลดทักษะการคิดด้วยตนเอง โดย 37% เชื่อว่ามันทำให้พวกเขาพึ่งพาเครื่องมือมากเกินไป ส่งผลให้ขาดการฝึกฝนพื้นฐาน เช่น การเขียนหรือการคำนวณ ในทางตรงกันข้าม ผู้ใช้บางรายยกย่องว่า AI เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่ช่วยให้พวกเขามุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงลึกมากกว่าการทำหน้าที่พื้นฐาน
นโยบายของมหาวิทยาลัยต่อ AI ก็มีความหลากหลายเช่นกัน โดย 75% ของนักศึกษาระบุว่าสถาบันของตนมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ AI ชัดเจน แต่ 25% ยังคงอยู่ในภาวะสุญญากาศทางนโยบาย ซึ่งนำไปสู่ความสับสน โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจจับการโกง จisc แนะนำให้มหาวิทยาลัยพัฒนานโยบายที่ชัดเจนและฝึกอบรมบุคลากรในการใช้เครื่องมือตรวจสอบ เช่น Turnitin ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจพบเนื้อหาจาก AI ได้ในระดับหนึ่ง
ด้านอนาคต นักศึกษาส่วนใหญ่คาดหวังให้ AI ได้รับการบูรณาการมากขึ้น โดย 68% เชื่อว่ามหาวิทยาลัยควรสอนวิธีใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และ 57% มองว่ามันจะกลายเป็นส่วนสำคัญของการเรียนการสอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มีเพียง 29% ที่เชื่อว่า AI จะแทนที่อาจารย์ได้ รายงานของ Jisc ยังชี้ว่าการแบ่งแยกประสบการณ์นี้เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล เช่น สาขาวิชาและระดับชั้นปี โดยนักศึกษาปริญญาตรีใช้งานบ่อยกว่าปริญญาโท
สรุปแล้ว การสำรวจนี้เน้นย้ำถึงบทบาทสองหน้า ของ AI ในวงการศึกษาแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งช่วยเสริมประสิทธิภาพและก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อกำหนดกรอบการใช้งานที่สมดุล ระหว่างการส่งเสริมการเรียนรู้และการรักษาคุณค่าทางวิชาการ โดย Jisc วางแผนติดตามแนวโน้มนี้ต่อไปในรายงานปีถัดไป เพื่อช่วยเหลือสถาบันการศึกษาในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)