กลุ่มบริษัทอัดนี อินเดีย วางแผนลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์ ในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน
กลุ่มบริษัทอัดนี (Adani Group) หนึ่งในอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ของอินเดีย นำโดยนายกูตาม อัดนี (Gautam Adani) ได้ประกาศแผนการลงทุนมหาศาลมูลค่าถึง 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านรูปีอินเดีย) ในช่วง 5 ถึง 7 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ (Hyperscale Data Centers) สำหรับรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในยุค AI ของอินเดีย
แผนการนี้ถูกเปิดเผยผ่านบริษัท อัดนี เอ็นเตอร์ไพรส์เซส ลิมิเต็ด (Adani Enterprises Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม โดยศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะถูกพัฒนาโดยบริษัทลูกร่วมทุน อัดนีคอนเน็กซ์ (AdaniConneX) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มอัดนีและ EdgeConneX ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา อัดนีคอนเน็กซ์ก่อตั้งขึ้นในปี 2565 โดยกลุ่มอัดนีถือหุ้น 49.9% และ EdgeConneX ถือหุ้นอีก 50.1% โดยมีเป้าหมายในการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยและยั่งยืน
จุดเด่นสำคัญของแผนนี้คือการผสานรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยกลุ่มอัดนีจะใช้พลังงานจากบริษัทลูกด้านพลังงานสีเขียวอย่าง อัดนี กรีน เอ็นเนอร์จี (Adani Green Energy) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย พลังงานเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและตอบสนองความต้องการด้านความยั่งยืนจากลูกค้าองค์กรชั้นนำ เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลก นายกูตาม อัดนี ระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐาน AI ในอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเราจะสร้างระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล”
โครงการแรกที่เริ่มดำเนินการคือศูนย์ข้อมูลในเมืองเชนไน (Chennai) รัฐทมิฬนาฑู ซึ่งมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 50 เมกะวัตต์ (MW) และจะขยายเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรก 50MW เฟสที่สอง 150MW และเฟสที่สามอีก 200MW รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 400MW ในพื้นที่เดียวกัน ศูนย์ข้อมูลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 และจะเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย โดยมีพื้นที่ใช้งานกว่า 300,000 ตารางฟุต อัดนีคอนเน็กซ์ยังวางแผนขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น หยูเดลี (Noida) ในรัฐอุตตรประเทศ มุมไบ นายเดอ (Navi Mumbai) ในรัฐมหาราษฏระ และวิศาขพัตนัม (Visakhapatnam) ในรัฐอานธรประเทศ รวมถึงเมืองอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ในแง่กำลังการผลิตโดยรวม อัดนีคอนเน็กซ์ตั้งเป้าพัฒนาศูนย์ข้อมูลให้มีกำลังการผลิตรวมกว่า 5 กิกะวัตต์ (GW) ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภาคโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของอินเดีย การลงทุนนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้าน AI ที่กำลังบูม แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานดิจิทัลของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันตลาดศูนย์ข้อมูลของประเทศมีขนาดประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโต 25-30% ต่อปี เนื่องจากนโยบายดึงดูดการลงทุนต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ไอทีและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ)
บริษัท อัดนีคอนเน็กซ์ ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนระดับโลก โดยล่าสุดในเดือนมีนาคม 2567 ได้รับเงินทุนรอบ Series-A มูลค่า 416 ล้านดอลลาร์ จากกองทุนชั้นนำ เช่น Partners Group, KKR, Family Office ของเซาชัมปะ พาตานี (Shalaka Patti) และ นิเค็ต กุปตา (Nikhil Goyal) ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินสำหรับการขยายตัว นอกจากนี้ กลุ่มอัดนียังมีแผนเชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลกับเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกของตัวเอง เพื่อให้เกิด latency ต่ำและประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับงาน AI
การลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของกลุ่มอัดนีในการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจดั้งเดิมสู่ดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รัฐบาลอินเดียเองก็สนับสนุนอย่างแข็งขันผ่านนโยบาย India AI Mission ซึ่งจัดสรรงบ 10,000 ล้านรูปีเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้อินเดียกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับ hyperscalers อย่าง Microsoft, Google และ AWS ที่กำลังมองหาพื้นที่ขยายในเอเชียใต้
ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชั้นนำ พลังงานหมุนเวียน และเครือข่ายที่กว้างขวาง แผนของอัดนีคอนเน็กซ์ไม่เพียงแต่จะยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ของอินเดีย แต่ยังวางตำแหน่งกลุ่มอัดนีให้เป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืน การลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์นี้จึงเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมข้อมูลของอินเดียไปอย่างถาวร
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)