การใช้จ่ายด้าน ai ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีพุ่งแตะ 725 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์พุ่งสูงถึง 272 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก 5 แห่ง ได้แก่ อเมซอน เมต้า อัลฟาเบท ไมโครซอฟต์ และเอ็นวิเดีย วางแผนลงทุนด้านทุนสำรอง (capital expenditures หรือ capex) รวมมูลค่า 272 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งเพิ่มขึ้น 58% จากปี 2566 ที่อยู่ที่ระดับ 172 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ที่รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดมหาศาล

นักวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรแห่งอเมริกา (KBRA) ได้ประเมินตัวเลขดังกล่าว โดยชี้ว่าการขยายตัวของ capex นี้สะท้อนถึงการแข่งขันดุเดือดในอุตสาหกรรม AI ซึ่งบริษัทเหล่านี้กำลังทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ อเมซอน บริษัทที่มี capex สูงสุด คาดว่าจะลงทุน 75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามแนวทางที่บริษัทแจ้งไว้ ขณะที่ไมโครซอฟต์คาดการณ์ไว้ที่ 55.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามประมาณการของนักวิเคราะห์ อัลฟาเบท (บริษัทแม่ของกูเกิล) วางแผน 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมต้า (บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก) อยู่ระหว่าง 37-40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเอ็นวิเดีย แม้ capex จะอยู่ในระดับต่ำกว่า แต่บริษัทนี้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของการลงทุน AI ผ่านชิปกราฟิกประสิทธิภาพสูง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงการเติบโตของงบลงทุน แต่ยังเชื่อมโยงกับผลประกอบการที่โดดเด่นของบริษัทเหล่านี้ โดยเฉพาะเอ็นวิเดียที่รายงานรายได้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2568 สูงถึง 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 262% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายได้ส่วนใหญ่มาจากความต้องการชิป H100 และชิป AI รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (large language models) อย่าง ChatGPT และคู่แข่งอื่นๆ เอ็นวิเดียคาดการณ์รายได้ไตรมาสต่อไปที่ 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงถึงโมเมนตัมที่ยังคงแรงแกร่ง

การลงทุน capex ในระดับนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยบริษัทเหล่านี้กำลังสร้าง “โรงงาน AI” ขนาดยักษ์เพื่อรองรับการฝึกอบรมโมเดล AI ที่ซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟต์และอเมซอนกำลังขยายคลาวด์คอมพิวติ้งอย่าง Azure และ AWS เพื่อให้บริการ AI แก่ลูกค้าธุรกิจ ขณะที่อัลฟาเบทและเมต้าพัฒนาโมเดล AI ภายในเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Google Search และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการแย่งชิงบุคลากร นวัตกรรม และส่วนแบ่งตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมหาศาลเช่นนี้มาพร้อมความเสี่ยง โดยนักวิเคราะห์บางรายกังวลว่าอาจเกิด “ฟองสบู่ AI” หากการเติบโตของรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น ในปี 2566 capex รวมของบริษัทเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กำไรสุทธิของบางบริษัทยังคงถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ความต้องการชิป AI อาจชะลอตัวหากเศรษฐกิจโลกชะงักงัน

เอ็นวิเดียยืนเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยชิปของบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 80-90% ในเซกเมนต์ GPU สำหรับศูนย์ข้อมูล ลูกค้าหลักอย่างไมโครซอฟต์ อเมซอน และเมต้าต่างพึ่งพาชิปเหล่านี้ในการสร้างคลัสเตอร์คอมพิวติ้งขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล คาดว่าการลงทุน capex ในปีนี้จะช่วยเร่งการพัฒนาโมเดล AI รุ่นถัดไป เช่น GPT-5 หรือ Gemini 2.0 ที่ต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลสูงขึ้นหลายเท่า

นอกจาก 5 ยักษ์ใหญ่แล้ว บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างเทนเซ็นต์และ阿里巴巴ของจีนก็กำลังเพิ่ม capex ใน AI แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ในสหรัฐฯ การลงทุนนี้ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริม AI ผ่านกฎหมาย CHIPS Act ซึ่งจัดสรรงบ 52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลิตชิปในประเทศ ลดการพึ่งพาจีน

สรุปแล้ว การพุ่งขึ้นของ capex สู่ 272 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ที่แท้จริง บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ AI จะเป็นแกนกลางของทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การเงิน หรือการผลิต แม้จะมีความไม่แน่นอน แต่แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าการลงทุน AI จะยังคงเป็นหัวข้อหลักในตลาดทุนไปอีกหลายปีข้างหน้า

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)