เบรนยอลฟ์สันแห่งสแตนฟอร์ดมองว่า ai จะช่วยเพิ่มผลผลิตสหรัฐ แต่เขาร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา ai ด้วย

เอริก เบรนโยลฟ์สัน จากสแตนฟอร์ด มองว่า AI จะช่วยเพิ่มผลผลิตของสหรัฐฯ แต่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา AI ด้วย

เอริก เบรนโยลฟ์สัน (Erik Brynjolfsson) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเฟลโลว์อาวุโส (Senior Fellow) สถาบันปัญญาประดิษฐ์ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Institute for Human-Centered AI) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการเศรษฐกิจดิจิทัลสแตนฟอร์ด (Stanford Digital Economy Lab) แสดงความมองโลกในแง่ดีต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อประสิทธิผลการผลิตของสหรัฐอเมริกา เขาเชื่อมั่นว่า AI กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดการเร่งตัวของผลผลิตในช่วงล่าสุด

ข้อมูลผลผลิตของสหรัฐฯ ล่าสุดชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าพอใจ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ผลผลิตของแรงงาน (Labor Productivity) เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อปรับตามฤดูกาลและคำนวณแบบรายปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้ในไตรมาสที่ 1 ผลผลิตเพิ่มขึ้น 0.2% และในปี 2566 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของเบรนโยลฟ์สันที่เคยระบุในงานวิจัยของเขาว่า AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI สร้างสรรค์ (Generative AI) จะเริ่มส่งผลกระทบต่อตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลักอย่างผลผลิตภายใน 12-18 เดือนหลังจากการเปิดตัว ChatGPT ในปลายปี 2565

เบรนโยลฟ์สันสนับสนุนมุมมองนี้ด้วยหลักฐานจากการทดลองและข้อมูลจริง ในบทสัมภาษณ์กับ The Decoder เขากล่าวว่า “เรากำลังเห็นหลักฐานเบื้องต้นที่ชี้ว่า AI สร้างสรรค์กำลังเพิ่มผลผลิตในหลายภาคส่วน” นอกจากนี้ งานวิจัยของเขาร่วมกับทีม เช่น รายงาน “Generative AI at Work” ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 พบว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานที่ใช้ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถึง 14% โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้ภาษา เช่น การบริการลูกค้าและการเขียนโค้ด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลผลิตล่าสุดยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน โดยบางฝ่ายมองว่าการเร่งตัวนี้อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น การฟื้นตัวหลังโควิด-19 หรือการปรับตัวของเศรษฐกิจ แต่นักวิจัยจากสแตนฟอร์ดยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายไตรมาสติดต่อกันบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่แท้จริง เบรนโยลฟ์สันชี้ให้เห็นถึง “ปริศนาผลผลิต” (Productivity Paradox) ที่เคยเกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะเห็นผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจ และเขาเชื่อว่า AI กำลังยุติปริศนานี้ได้เร็วกว่าที่ผ่านมา

ที่น่าสนใจคือ เบรนโยลฟ์สันไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบการในวงการ AI ด้วย เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Connext ร่วมกับเพื่อนร่วมงานจากสแตนฟอร์ด เช่น โรเบิร์ต กอร์ดอน (Robert Gordon) และอื่นๆ Connext ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยองค์กรธุรกิจนำ AI มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนองค์กร (Organizational Transformation) และการวัดผลกระทบของ AI ต่อผลผลิต เว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าให้บริการตั้งแต่การประเมินศักยภาพ การฝึกอบรม ไปจนถึงการติดตั้งระบบ AI ในกระบวนการทำงาน

การที่เบรนโยลฟ์สันมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนนี้อาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) โดยเฉพาะเมื่อเขากล่าวถึงโอกาสของ AI ในทางบวกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เขาเปิดเผยข้อมูลนี้อย่างโปร่งใสในบทสัมภาษณ์และงานวิจัยต่างๆ และยืนยันว่าความเห็นของเขาอ้างอิงจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ในอดีต เบรนโยลฟ์สันเคยร่วมก่อตั้งโครงการอื่นๆ เช่น qCraft ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชัน AI สำหรับองค์กร

มุมมองของเบรนโยลฟ์สันสอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ เช่น แดน แอนโธนี (Dan Anthony) จาก Indeed Hiring Lab ที่มองว่า AI ช่วยลดช่องว่างประสิทธิภาพระหว่างพนักงานที่มีผลงานดีและไม่ดี ในขณะที่ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยี เช่น Satya Nadella จาก Microsoft ก็คาดการณ์ว่าประสิทธิผลจะเพิ่มขึ้น 20-30% จากการใช้ AI เบรนโยลฟ์สันยังเตือนว่าการนำ AI มาใช้นั้นต้องคำนึงถึงการฝึกอบรมพนักงานและการปรับโครงสร้างองค์กร มิเช่นนั้นอาจไม่เกิดผลดีอย่างที่คาดหวัง

โดยรวมแล้ว การคาดการณ์ของเบรนโยลฟ์สันชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโต หากองค์กรต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้อย่างมีกลยุทธ์ ข้อมูลผลผลิตที่สดใหม่ยืนยันแนวโน้มนี้ และแม้จะมีความท้าทาย เช่น การกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม แต่ศักยภาพของ AI ในการยกระดับประสิทธิผลนั้นชัดเจน

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)