กูเกิลใช้ปัญญาประดิษฐ์ปรับปรุงหัวข้อข่าวสำหรับฟีดดิสคัฟเวอร์ ละเมิดกฎป้องกันคลิกเบตของตนเอง
ในช่วงล่าสุด กูเกิลได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการปรับปรุงหัวข้อข่าวสำหรับฟีดดิสคัฟเวอร์ (Google Discover) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แสดงเนื้อหาแนะนำบนหน้าแรกของแอป Google และเว็บไซต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ การปรับปรุงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและอัตราการคลิก แต่กลับพบว่ามันขัดแย้งกับนโยบายต่อต้านคลิกเบต (anti-clickbait) ของกูเกิลเอง โดยเว็บไซต์ The Decoder ได้ทำการตรวจสอบและเปิดเผยตัวอย่างที่ชัดเจน
ฟีดดิสคัฟเวอร์เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่กูเกิลใช้ในการนำเสนอเนื้อหาข่าวสารให้ผู้ใช้ โดยดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้เผยแพร่ข่าว (publishers) และปรับแต่งให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ใช้ หนึ่งในเครื่องมือใหม่ที่กูเกิลเปิดให้ผู้เผยแพร่ข่าวใช้งานคือฟีเจอร์ “Discover Your Site Stories” ซึ่งอนุญาตให้เปิดใช้งานการสร้างหัวข้อข่าวด้วย AI โดยอัตโนมัติ หัวข้อที่สร้างขึ้นจะถูกทดแทนหัวข้อต้นฉบับจากผู้เผยแพร่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงดูดผู้ชม
จากการตรวจสอบของ The Decoder พบว่าหัวข้อที่ AI สร้างขึ้นมักจะมีการเพิ่มคำที่กระตุ้นอารมณ์ คำถามเชิงเร้าอารมณ์ หรือโครงสร้างที่คล้ายคลิกเบต ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางสำหรับผู้เผยแพร่เนื้อหาของกูเกิล ในเอกสาร “Discover policies and your site” กูเกิลระบุชัดเจนว่า “Your Story doesn’t link to pages with clickbait headlines” หรือ “เรื่องราวของคุณจะไม่เชื่อมโยงไปยังหน้าที่มีหัวข้อคลิกเบต” นอกจากนี้ ยังห้าม “misleading or sensationalized headlines” หรือหัวข้อที่ทำให้เข้าใจผิดหรือเร้าอารมณ์เกินจริง
ตัวอย่างที่ชัดเจนจากเว็บไซต์ข่าวชื่อดัง เช่น Fox News, CNN, Reuters และ The Wall Street Journal แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือ หัวข้อต้นฉบับจาก Fox News ว่า “Biden stumbles multiple times after boarding Air Force One” (ไบเดนสะดุดหลายครั้งหลังขึ้น Air Force One) ถูก AI ปรับเป็น “Biden’s repeated stumbles spark health concerns” (การสะดุดซ้ำๆ ของไบเดนจุดประกายความกังวลเรื่องสุขภาพ) ซึ่งเพิ่มการตีความและเร้าอารมณ์โดยไม่ปรากฏในต้นฉบับ
อีกตัวอย่างจาก Reuters หัวข้อต้นฉบับ “Elon Musk’s xAI launches Grok-2, its most powerful model yet” (xAI ของอีลอน มัสก์ เปิดตัว Grok-2 โมเดลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา) ถูกเปลี่ยนเป็น “Elon Musk’s xAI just dropped Grok-2 — and it’s a game-changer” (xAI ของอีลอน มัสก์ เพิ่งปล่อย Grok-2 ออกมา — และมันคือตัวเปลี่ยนเกม) โดยเพิ่มคำว่า “just dropped” และ “game-changer” เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและเหนือชั้น
ตัวอย่างอื่นๆ รวมถึงจาก CNN “Federal judge strikes down Biden’s latest asylum policy after Trump-era rule reinstated” (ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางยกเลิกนโยบายล่าสุดของไบเดนหลังกฎสมัยทรัมป์ถูกคืนสถานะ) ถูกปรับเป็น “Biden’s asylum crackdown just got shot down by a judge” (การปราบปรามผู้ลี้ภัยของไบเดนเพิ่งถูกผู้พิพากษายิงตก) ซึ่งใช้ภาษาที่ดราม่ามากขึ้น หรือจาก The Wall Street Journal “China’s EV Price War Is Crushing Its Carmakers” (สงครามราคารถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังบดขยี้ผู้ผลิตรถยนต์ของตนเอง) กลายเป็น “China’s EV price war is a bloodbath for carmakers” (สงครามราคารถ EV ของจีนกลายเป็นการนองเลือดสำหรับผู้ผลิตรถยนต์)
การทดลองเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม โดย The Decoder สังเกตเห็นหัวข้อ AI ในฟีดดิสคัฟเวอร์บนอุปกรณ์แอนดรอยด์ แม้ผู้เผยแพร่จะไม่ได้เปิดใช้งานฟีเจอร์อย่างเป็นทางการ แต่กูเกิลยืนยันว่าฟีเจอร์นี้เป็นตัวเลือกที่ผู้เผยแพร่สามารถเลือกเปิดได้ผ่าน Google Search Console ในส่วน Discover > Your Site Stories โดยมีปุ่มสลับ “Generate headlines with AI” ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน AI จะสร้างหัวข้อใหม่ 2-3 หัวข้อต่อหนึ่งบทความต้นฉบับ และทดสอบว่าหัวข้อไหนดึงดูดการคลิกได้ดีที่สุด
กูเกิลอธิบายในเอกสารช่วยเหลือว่า “AI-generated headlines can help increase clicks and traffic to your site” (หัวข้อที่สร้างด้วย AI สามารถช่วยเพิ่มการคลิกและปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ) โดยระบบจะทดสอบหัวข้อหลายแบบและเลือกอันที่ดีที่สุดตามข้อมูลการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตัวกรองเพื่อหลีกเลี่ยงหัวข้อที่ “misleading, unsafe or harmful” แต่ตัวอย่างที่พบแสดงให้เห็นว่าการกรองดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในหัวข้อการเมืองที่มักถูกปรับให้เร้าอารมณ์มากขึ้น
ปัญหานี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในนโยบายของกูเกิลเอง ในขณะที่กูเกิลพยายามต่อสู้กับคลิกเบตจากเว็บไซต์ภายนอกผ่านอัลกอริทึมและนโยบาย แต่กลับส่งเสริมให้ผู้เผยแพร่ใช้ AI สร้างหัวข้อที่คล้ายคลิกเบตเพื่อเพิ่มยอดวิว นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเนื้อหา เนื่องจากผู้ใช้อาจได้รับข้อมูลที่ถูกตีความเกินจริงก่อนคลิกเข้าไปอ่าน
ผู้เผยแพร่ข่าวสามารถตรวจสอบและจัดการฟีเจอร์นี้ได้ผ่าน Google Search Console โดยดูรายงานประสิทธิภาพของหัวข้อ AI และปิดการใช้งานหากไม่พึงประสงค์ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้เผยแพร่รายใหญ่เหล่านี้เปิดใช้งานหรือไม่ เนื่องจากฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในขั้นทดสอบ
กรณีนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของการนำ AI มาใช้ในระบบแนะนำเนื้อหาของกูเกิล ซึ่งอาจนำไปสู่การถกเถียงเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลข่าวสารในอนาคต
(จำนวนคำประมาณ ७५० คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)