สหภาพยุโรปต้องการกำกับดูแล AI แต่ต้องให้ OpenAI และ Anthropic เปิดทางให้หน่วยงานกำกับดูแล

สหภาพยุโรปต้องการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ แต่จำเป็นต้องให้ OpenAI และ Anthropic เปิดประตูต้อนรับผู้กำกับดูแล

กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 กำหนดให้ผู้ให้บริการโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (General-Purpose AI หรือ GPAI) ที่มีความเสี่ยงระบบ (Systemic Risk) ต้องเปิดเผยข้อมูลและยอมรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลของ EU โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเดลขนาดใหญ่ที่ใช้พารามิเตอร์การฝึกอบรมมากกว่า 10²⁵ คำสั่งคำนวณ (floating-point operations หรือ FLOP) เช่น GPT-4o ของ OpenAI และ Claude 3.5 Sonnet ของ Anthropic ซึ่งถูกจัดประเภทเป็น GPAI ที่มีความเสี่ยงระบบตามเกณฑ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ OpenAI และ Anthropic ยังไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น แม้ว่าคณะกรรมาธิการจะได้ส่งคำร้องขออย่างเป็นทางการไปยังทั้งสองบริษัทตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เพื่อขอเอกสารทางเทคนิคและการเข้าถึงระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบสมัครใจก่อนกำหนดเส้นตายบังคับในวันที่ 2 สิงหาคม 2568

ตามบทบัญญัติของ AI Act ผู้ให้บริการ GPAI ที่มีความเสี่ยงระบบต้องจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Technical Documentation) ที่ครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรมโมเดล ข้อมูลที่ใช้ในการฝึก (Training Data) ตัววัดความเสี่ยง (Risk Metrics) และมาตรการบรรเทาความเสี่ยblik (Mitigation Measures) นอกจากนี้ ยังต้องยอมรับการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น การตรวจสอบโค้ด (Code Audit) และการทดสอบโมเดล (Model Testing) โดยหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก EU หากตรวจพบความเสี่ยงสูง หน่วยงานอาจสั่งให้ผู้ให้บริการหยุดให้บริการชั่วคราวหรือปรับปรุงโมเดลให้สอดคล้องกับกฎหมาย

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบสมัครใจในระยะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ในยุโรป โดยไม่นำไปสู่การลงโทษทันที แต่ทั้ง OpenAI และ Anthropic ได้ตอบรับคำร้องขอด้วยการส่งเอกสารบางส่วนเท่านั้น โดย OpenAI อ้างถึงข้อกังวลเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) และความปลอดภัย ขณะที่ Anthropic ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่พร้อมเปิดเผยข้อมูลละเอียดในขณะนี้

ความล่าช้านี้สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ EU โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากทั้งสองบริษัทมีฐานปฏิบัติการหลักในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน คณะกรรมาธิการได้เตรียมกลไกบังคับใช้ เช่น การขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานกำกับดูแลแห่งชาติ (National Competent Authorities) และการประสานงานกับพันธมิตรนานาชาติ หากบริษัทไม่ให้ความร่วมมือโดยสมัครใจ

ในทางตรงกันข้าม บริษัทอื่นๆ เช่น Google DeepMind ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยส่งเอกสารทางเทคนิคให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 และยอมรับการทดสอบโมเดล Gemini ของตน ซึ่งช่วยให้ EU สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Mistral AI จากฝรั่งเศสและบริษัทยุโรปอื่นๆ ก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ เช่น Dr. Thomas Metzinger อดีตประธาน European Centre for AI Strategy and Policy กล่าวว่า “การที่ OpenAI และ Anthropic ลังเลอาจเกิดจากความกลัวว่าการเปิดเผยข้อมูลจะเปิดช่องให้คู่แข่งหรือรัฐบาลอื่นๆ เข้าถึงจุดอ่อนของโมเดล แต่นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ” ขณะที่ Sam Altman ผู้ก่อตั้ง OpenAI เคยแสดงท่าทีสนับสนุนการกำกับดูแล แต่บริษัทของเขายังคงยืนกรานในสิทธิ์ของตนในการปกป้องข้อมูลลับทางการค้า

AI Act แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับต้องห้าม (Prohibited) ระดับความเสี่ยงสูง (High-Risk) ระดับความเสี่ยงต่ำ (Limited Risk) และระดับความเสี่ยงต่ำมาก (Minimal Risk) โดย GPAI ที่มีความเสี่ยงระบบตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลพิเศษ เนื่องจากมีศักยภาพในการก่อให้เกิดอันตรายในวงกว้าง เช่น การแพร่กระจายข้อมูลเท็จ (Misinformation) การละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือการใช้ในอาวุธอัตโนมัติ ผู้ให้บริการต้องแจ้งเตือน EU ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนปล่อยโมเดลใหม่ และรายงานเหตุการณ์วิกฤต (Incident Reporting) ภายใน 72 ชั่วโมง หากเกิดปัญหาที่กระทบผู้ใช้จำนวนมาก

กระบวนการตรวจสอบประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก: (1) การประเมินตนเอง (Self-Assessment) โดยผู้ให้บริการ (2) การตรวจสอบเอกสาร (Documentation Review) โดยคณะกรรมาธิการ และ (3) การตรวจสอบภาคสนาม (On-Site Inspections) หากจำเป็น คณะกรรมาธิการมีอำนาจสั่งปรับเงินสูงสุด 35 ล้านยูโรหรือ 7% ของรายได้ทั่วโลกประจำปีสำหรับการละเมิดร้ายแรง

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎระเบียบปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก โดย EU มุ่งหวังให้ AI Act เป็นต้นแบบสำหรับนานาชาติ เช่น สหรัฐฯ และจีน ซึ่งกำลังพัฒนากฎหมายคล้ายคลึงกัน หาก OpenAI และ Anthropic ไม่ให้ความร่วมมือ คณะกรรมาธิการอาจต้องใช้มาตรการบังคับ เช่น การเรียกข้อมูลผ่านข้อตกลง Mutual Legal Assistance Treaty (MLAT) กับสหรัฐฯ หรือการจำกัดการเข้าถึงตลาด EU

ในที่สุด การกำกับดูแลที่เข้มแข็งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองสาธารณะ EU จึงเรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทเปิดประตูต้อนรับผู้กำกับดูแลโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในอนาคต

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)