โครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI Stargate มูลค่า 500 พันล้านดอลลาร์ คาดชะงักงันจากข้อพิพาทค้างคา ระหว่าง OpenAI, Oracle และ SoftBank

โครงการสตาร์เกตมูลค่า 500 พันล้านดอลลาร์ คลั่งไคล้โครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ชะงักงันจากข้อพิพาทที่ยังไม่คลี่คลายระหว่าง OpenAI, Oracle และ SoftBank

โครงการสตาร์เกต (Stargate) ซึ่งเป็นความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของ OpenAI ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดยักษ์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มูลค่ารวมกว่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ โดยมีรายงานว่าการพัฒนาโครงการหยุดชะงักลงเนื่องจากข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขระหว่างพันธมิตรหลัก ได้แก่ OpenAI, Oracle และ SoftBank แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยกับสื่อ Semafor ว่า ความขัดแย้งเหล่านี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน เช่น การกำหนดผู้นำโครงการ สัดส่วนการถือหุ้น และแหล่งเงินทุน

โครงการสตาร์เกตได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2024 โดยประธานาธิบดีที่ได้รับเลือก ดอนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายหลักในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหึมารวมกว่า 20 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2025 และแล้วเสร็จบางส่วนภายในปี 2026 พันธมิตรหลักประกอบด้วย OpenAI ซึ่งนำโดยแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ Oracle ภายใต้การนำของแลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) และ SoftBank ที่มีมาซาโยชิ ซอน (Masayoshi Son) เป็นผู้บริหารสูงสุด โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวกระโดดสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากจีนและชาติอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า โครงการยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยยังไม่มีการเริ่มก่อสร้างสถานที่ใดเลย สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำทั้งสามราย เอลลิสันจาก Oracle เสนอให้บริษัทของตนรับบทบาทผู้นำหลัก โดยให้ SoftBank และ OpenAI ถือหุ้นส่วนน้อย ในขณะที่ซอนจาก SoftBank ยืนกรานให้ SoftBank เป็นผู้นำโครงการแทน อัลต์แมนเองก็มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของ OpenAI ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้การเจรจาล่าช้าออกไป โดยบางครั้งการสนทนาต้องหยุดชะงักชั่วคราว

นอกจากประเด็นผู้นำและหุ้นส่วนแล้ว แหล่งเงินทุนยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้โครงการติดขัด SoftBank ซึ่งรับผิดชอบเงินทุนส่วนใหญ่ กลับเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน โดยซอนยอมรับว่าบริษัทไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะลงทุนตามแผนเดิม ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้หรือนักลงทุนภายนอก เอลลิสันเองก็ไม่เต็มใจที่จะแบกรับภาระทางการเงินทั้งหมดเพียงลำพัง ขณะที่อัลต์แมนได้เริ่มกิจกรรมระดมทุนแยกต่างหาก โดยเจรจากับนักลงทุนรายใหญ่จากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อาชีราชาห์ และกองทุน Vision Fund ของ SoftBank เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติม รายงานระบุว่า อัลต์แมนได้หารือกับเจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน เจ้าชายอาวุธรองของซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอเงินทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกระจายความเสี่ยงทางการเงิน

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์จะมีส่วนร่วม โดยมีการหารือกับฝ่ายบริหารทำเนียบขาวเพื่อเร่งรัดโครงการ แต่สถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย โครงการสตาร์เกตเดิมมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2025 แต่ปัจจุบันถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดชัดเจน สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรม AI โดยรวม เนื่องจากโครงการดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการแข่งขันระดับโลก หากข้อพิพาทไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวจาก Semafor ยังชี้ว่า ความตึงเครียดระหว่างบุคคลสำคัญทั้งสามรายมาจากบุคลิกภาพที่แข็งกร้าวของแต่ละคน เอลลิสันซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะนักธุรกิจที่เด็ดขาด ซอนผู้มีประวัติการลงทุนเสี่ยงสูง และอัลต์แมนที่มุ่งมั่นในการผลักดัน OpenAI สู่จุดสูงสุด แม้พันธมิตรจะยังคงหารือกันต่อเนื่อง แต่การตกลงกันในประเด็นหลักยังคงเป็นความท้าทายใหญ่หลวง โครงการสตาร์เกตจึงกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความซับซ้อนในการรวมพลังจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมายระดับชาติ

ในบริบทกว้างขึ้น โครงการนี้สะท้อนถึงความเร่งด่วนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่แข็งแกร่ง โดยสหรัฐฯ ต้องการศูนย์ข้อมูลที่มีกำลังไฟฟ้ามหาศาลเพื่อรองรับการฝึกโมเดล AI ขนาดยักษ์ เช่น GPT-5 หรือโมเดลรุ่นถัดไป หากโครงการล้มเหลว อาจเปิดโอกาสให้คู่แข่งจากต่างชาติ เช่น จีนที่กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็ว ได้เปรียบในระยะยาว

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)