บริษัทปัญญาประดิษฐ์จีนสร้างกำลังแรงงานเงาในเคนยา ผ่านแพลตฟอร์ม WhatsApp และระบบชำระเงินผ่านมือถือ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีนได้หันมาใช้กลยุทธ์การจ้างงานแบบไม่เป็นทางการในประเทศเคนยา เพื่อสนับสนุนกระบวนการฝึกอบรมโมเดล AI โดยอาศัยเครือข่าย WhatsApp และระบบชำระเงินผ่านมือถืออย่าง M-Pesa สร้างขึ้นเป็น “กำลังแรงงานเงา” ที่ประกอบด้วยคนงานนับพันคน ซึ่งทำงานด้านการติดป้ายกำกับข้อมูล (data labeling) ในค่าจ้างต่ำ โดยไม่มีการทำสัญญาจ้างงานอย่างเป็นทางการ
การสืบสวนของนิตยสาร Time เผยให้เห็นว่า บริษัทอย่าง ByteDance (เจ้าของ TikTok), iFlytek ของ Alibaba และบริษัทอื่นๆ ได้มอบหมายงานให้กับผู้รับเหมาขนาดกลางในจีน ซึ่งต่อจากนั้นจะกระจายงานมายังกลุ่มคนงานในเคนยาผ่านกลุ่มแชท WhatsApp กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการรับสมัครผ่านโฆษณาบน Facebook หรือคำบอกต่อจากคนรู้จัก โดยผู้สมัครจะได้รับการทดสอบเบื้องต้น เช่น การติดป้ายกำกับภาพหรือเสียง ก่อนเข้าทำงานจริง
คนงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนวัย 20-30 ปี ในเมืองใหญ่เช่นไนโรบีและมอมบาซา ซึ่งเผชิญกับอัตราการว่างงานสูง พวกเขาทำงานจากโทรศัพท์มือถือ โดยรับคำสั่งและข้อมูลงานผ่าน WhatsApp ทุกวัน งานหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับ TikTok การถอดเสียงภาษาอังกฤษ การจำแนกอารมณ์ในวิดีโอ หรือการติดป้ายกำกับข้อมูลสำหรับการรู้จำใบหน้าและการแปลภาษา แต่ละงานมีเวลาจำกัด เช่น ต้องติดป้าย 1,000 รายการภายใน 24 ชั่วโมง หากส่งงานช้าเกินกำหนดจะถูกตัดออกจากกลุ่มแชททันที
ระบบชดเชยค่าจ้างดำเนินการผ่าน M-Pesa ซึ่งเป็นบริการโอนเงินผ่านมือถือยอดนิยมในเคนยา โดยผู้จ้างจะโอนเงินรายวันหรือรายสัปดาห์โดยตรงเข้าบัญชีมือถือของคนงาน ค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 เคนยาชิลลิง (KES) ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1.5-2.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในหลายประเทศ แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและนั่งหน้าจอเป็นเวลานานกว่า 8-12 ชั่วโมงต่อวัน แต่คนงานหลายคนยอมรับเพราะเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลักในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก
ตัวอย่างเช่น Agnes Wanjiru หญิงสาววัย 23 ปี จากไนโรบี เล่าว่าเธอทำงานให้กับกลุ่ม WhatsApp ที่เชื่อมโยงกับ ByteDance โดยตรวจสอบวิดีโอ TikTok กว่า 700 คลิปต่อวัน ค่าจ้างวันละ 1,000 KES (ราว 7.7 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งพอเลี้ยงชีพได้บ้างแต่ไม่เพียงพอต่อการออมหรือศึกษาต่อ ในขณะที่ Daniel Omondi วัย 27 ปี ทำงานถอดเสียงภาษาอังกฤษสำหรับ iFlytek ได้รับค่าจ้าง 250 KES ต่อชั่วโมง แต่ต้องแข่งขันกับคนงานนับร้อยในกลุ่มเดียวกัน
บริษัทจีนเหล่านี้ใช้ผู้รับเหมาเป็นตัวกลาง เช่น ในกรณีของ ByteDance งานจะถูกส่งผ่านบริษัทในจีนที่จ้างบริษัทในแอฟริกาใต้ จากนั้นกระจายสู่เคนยา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้านแรงงานและภาษี iFlytek เองยอมรับว่ามีผู้รับเหมาในแอฟริกา แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาพการทำงาน ByteDance ระบุว่าปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น แต่จากการสืบสวนพบว่าคนงานไม่มีสิทธิประโยชน์อย่างประกันสุขภาพหรือวันลา
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยเคนยาได้รับเลือกเพราะค่าแรงถูก อินเทอร์เน็ตราคาถูก และแรงงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ขณะที่บริษัทจีนประหยัดต้นทุนได้มหาศาล เนื่องจากค่าแรงในจีนสูงขึ้นหลังโควิด-19 นักวิเคราะห์อย่าง Dr. Nanjala Nyabola ระบุว่านี่เป็นรูปแบบ “neo-colonialism” ในยุคดิจิทัล ที่แอฟริกากลายเป็นเหมืองข้อมูลราคาถูก โดยไม่ได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่สร้างขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพข้อมูล เนื่องจากคนงานขาดการฝึกอบรมอย่างถูกต้องและทำงานภายใต้แรงกดดัน ส่งผลต่อความแม่นยำของโมเดล AI ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา เช่น การตัดสินใจที่ลำเอียงหรือผิดพลาดในแอปพลิเคชันจริง ปัจจุบัน มีกลุ่ม WhatsApp กว่า 100 กลุ่มในเคนยา ที่มีสมาชิกนับหมื่นคน โดยคาดว่ากำลังแรงงานเงานี้มีขนาดใหญ่พอที่จะสนับสนุน AI ชั้นนำของจีนทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับดูแลในเคนยาเริ่มให้ความสนใจ โดยหน่วยงานแรงงานกำลังตรวจสอบบริษัทผู้รับเหมา แต่การบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ เนื่องจากลักษณะงานแบบกิ๊กอีโคโนมีที่กระจายตัว นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานเรียกร้องให้มีกฎระเบียบเฉพาะสำหรับงานดิจิทัล เพื่อปกป้องสิทธิคนงาน เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ สิทธิล่วงเวลา และการฝึกอบรม
สรุปแล้ว การสร้างกำลังแรงงานเงาในเคนยานี้เป็นตัวอย่างของการปรับตัวของอุตสาหกรรม AI จีนที่มุ่งลดต้นทุน แต่ก่อให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมและความยั่งยืน หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมและคุณภาพ AI ในระยะยาว
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)