อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของจีนยอมรับ สหรัฐฯ ยังคงนำหน้าอยู่ในขณะนี้
ในงานประชุมสมองรวมแห่งโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ (World AI Conference หรือ WAIC) ปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนได้ออกมากล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สหรัฐอเมริกายังคงครองความเป็นผู้นำในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีรุ่นฐาน (foundational models) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แม้ว่าจีนจะมีการลงทุนมหาศาลและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ช่องว่างระหว่างสองมหาอำนาจยังคงมีอยู่ชัดเจน
นายหลี่ หยานหง (Robin Li) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท百度 (Baidu) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้าน AI และเครื่องมือค้นหาของจีน ได้กล่าวในงานประชุมดังกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังนำหน้าในเส้นทางการพัฒนาสู่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence หรือ AGI) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรม โดย Baidu กำลังมุ่งเน้นไปที่การสร้างโมเดลขนาดใหญ่ (large models) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น Ernie Bot ซึ่งเป็นโมเดล AI หลักของบริษัท อย่างไรก็ตาม นายหลี่ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งของจีนในด้านการนำ AI ไปใช้ในแอปพลิเคชันจริง (applications) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การผลิตและการขนส่ง ซึ่งจีนมีข้อได้เปรียบจากข้อมูลขนาดมหาศาล (big data) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง
ในทำนองเดียวกัน นายอู๋ เสี่ยวกัง (Wu Xiaogang) ผู้บริหารจาก阿里巴巴 (Alibaba) ก็ได้ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเหนือกว่าในด้านโมเดลขนาดใหญ่ โดยยกตัวอย่างบริษัทอย่าง OpenAI และ Google ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น GPT-4 และ Gemini Alibaba เองกำลังเร่งพัฒนาโมเดล Qwen ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ผู้บริหารเหล่านี้ยอมรับว่าการเข้าถึงชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง เช่น NVIDIA H100 และชิปรุ่นใหม่ๆ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับบริษัทจีน เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าจากสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเหล่านี้
นอกจากนี้ นายจาง เหว่ย (Daniel Zhang) อดีตผู้บริหาร Alibaba Cloud ยังได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้สหรัฐฯ นำหน้า โดยชี้ว่าสหรัฐฯ มีระบบนิเวศ (ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบมากกว่า ทั้งในด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ การระดมทุน และการวิจัยพื้นฐาน (fundamental research) สหรัฐฯ สามารถดึงดูดและรักษานักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกได้ดีกว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการไหลออกของบุคลากรไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนมีข้อได้เปรียบในด้านปริมาณข้อมูลผู้ใช้ที่มหาศาล ซึ่งช่วยในการฝึกโมเดล AI ให้มีประสิทธิภาพสูงในบริบทท้องถิ่น
ผู้บริหารเหล่านี้ไม่ได้มองว่าสถานการณ์นี้เป็นจุดอ่อนถาวร แต่เป็นโอกาสในการเร่งรัด นายหลี่จาก Baidu คาดการณ์ว่าจีนจะสามารถตามทันสหรัฐฯ ได้ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกัน โดยเฉพาะการพัฒนาชิปทางเลือกในประเทศ เช่น Huawei Ascend และชิปจากบริษัทอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการสนับสนุน เช่น แผน “Made in China 2025” และกองทุน AI มูลค่ากว่า 100,000 ล้านหยวน ซึ่งช่วยให้บริษัทจีนสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลแบบคลาวด์ (cloud computing) ได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านการประยุกต์ใช้จริง จีนกำลังนำหน้าอย่างชัดเจน เช่น ในระบบการขนส่งอัจฉริยะ (smart transportation) และการแพทย์อัจฉริยะ (smart healthcare) Baidu Apollo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรถยนต์ไร้คนขับ ได้รับการใช้งานจริงในหลายเมืองใหญ่ ขณะที่ Alibaba และ Tencent กำลังนำ AI ไปใช้ในอีคอมเมิร์ซและการเงินดิจิทัล ผู้บริหารชี้ว่าประสิทธิภาพในการนำไปใช้จริงนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแซงหน้าสหรัฐฯ ในระยะยาว เนื่องจากสหรัฐฯ มักช้ากว่าในการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างในด้านเทคโนโลยีรุ่นฐานยังคงเป็นความท้าทายหลัก โมเดลอย่าง Llama จาก Meta หรือ Grok จาก xAI ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่เหนือกว่าในด้านการ generality และความสามารถในการ generalize ข้อมูลใหม่ จีนกำลังพยายามปิดช่องว่างนี้ผ่านการร่วมมือระหว่างบริษัท เช่น โครงการของ Baidu, Alibaba, Tencent และ iFlytek ที่แบ่งปันทรัพยากรในการฝึกโมเดลขนาดใหญ่
โดยรวมแล้ว การยอมรับนี้จากผู้นำอุตสาหกรรมจีนสะท้อนถึงมุมมองที่สมจริงและมุ่งมั่นในการพัฒนา แทนที่จะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แสดงให้เห็นถึงความ成熟ของอุตสาหกรรม AI จีนที่กำลังก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงครองบัลลังก์ แต่จีนกำลังเร่งเครื่องด้วยโมเมนตัมที่ไม่มีใครเทียบได้
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)