เยอรมนีและยุโรป: ภาค ai มีการวิจัยแข็งแกร่ง แต่โมเดลน้อย พลังคำนวณจำกัด และกฎระเบียบเอื้อคู่แข่งสหรัฐ

ภาคปัญญาประดิษฐ์ของเยอรมนีและยุโรป: ความแข็งแกร่งด้านการวิจัย แต่ขาดโมเดล กำลังประมวลผลจำกัด และกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้คู่แข่งจากสหรัฐฯ

ภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเยอรมนีและยุโรปโดยรวมแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่โดดเด่นในด้านการวิจัยทางวิชาการ อย่างไรก็ตาม กลับเผชิญกับความท้าทายร้ายแรงในการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ จำนวนกำลังประมวลผลที่จำกัด และกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแข่งขันกับผู้เล่นหลักจากสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากรายงานและการวิเคราะห์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า แม้ยุโรปจะมีนักวิจัยชั้นนำและผลงานตีพิมพ์ที่ได้รับการอ้างอิงสูง แต่กลับผลิตโมเดลพื้นฐาน (foundation models) ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน

ความแข็งแกร่งด้านการวิจัยของยุโรป

ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี เป็นผู้นำในด้านการวิจัย AI ตามดัชนี Stanford AI Index ปี 2024 ยุโรปมีส่วนแบ่งนักวิจัย AI ชั้นนำในฐานข้อมูล Semantic Scholar สูงถึง 28% จากทั้งหมด 100 อันดับแรก ซึ่งมากกว่าสหรัฐฯ (24%) และจีน (22%) นอกจากนี้ ผลงานวิจัยจากยุโรปได้รับการอ้างอิงเฉลี่ยสูงสุด โดยเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรติดอันดับต้นๆ ในด้านคุณภาพการอ้างอิงต่อบทความ สถาบันชั้นนำอย่าง Max Planck Society, Fraunhofer Society และมหาวิทยาลัยชั้นนำในเยอรมนี เช่น LMU Munich และ TU Munich สร้างผลงานที่ทรงอิทธิพลในวงการ AI

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งนี้ยังไม่แปรผันเป็นความสำเร็จเชิงพาณิชย์หรือการนำไปใช้งานจริง ยุโรปมีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เพียงไม่กี่ตัวที่พัฒนาโดยองค์กรในท้องถิ่น เช่น Mistral AI จากฝรั่งเศส ซึ่งมีโมเดล Mistral 7B และ 8x7B หรือ Aleph Alpha จากเยอรมนีกับโมเดล Luminous แต่จำนวนดังกล่าวยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มี OpenAI (GPT series), Anthropic (Claude), Google (Gemini), Meta (Llama) และ xAI (Grok) ซึ่งครองตลาดโมเดลเปิดและโมเดลปิดส่วนใหญ่

ข้อจำกัดหลัก: กำลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดคือการขาดแคลนกำลังประมวลผล (compute) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ ยุโรปมีศูนย์ข้อมูล AI เพียงไม่กี่แห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์ศูนย์ข้อมูลของ Schwarz Group ในเยอรมนี (4,000 GPU NVIDIA H100) หรือศูนย์ของ OVHcloud ในฝรั่งเศส แต่โดยรวมแล้ว กำลังประมวลผล GPU สาธารณะในยุโรปต่ำกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า รายงานจาก Epoch AI ระบุว่า ยุโรปใช้เงินลงทุนในชิป AI น้อยกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบเท่าในปี 2023

ต้นทุนพลังงานที่สูงในยุโรปยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ โดยเฉพาะในเยอรมนีที่ราคาไฟฟ้าสูงกว่าสหรัฐฯ เกือบสองเท่า หลังวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครน การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียทำให้ค่าใช้จ่ายในการฝึกโมเดลพุ่งสูง เช่น การฝึกโมเดลขนาด 100 พันล้านพารามิเตอร์อาจต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งไม่คุ้มทุนในบริบทยุโรป นอกจากนี้ การขาดแคลนบุคลากรด้านฮาร์ดแวร์และวิศวกร ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพยุโรปต้องพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์จากสหรัฐฯ เช่น AWS, Google Cloud หรือ Azure ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวข้อมูลและการพึ่งพาต่างชาติ

ผลกระทบจากกฎระเบียบ: EU AI Act

กฎระเบียบ EU AI Act ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2024 เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยุโรปเสียเปรียบ กฎหมายนี้แบ่ง AI ออกเป็นระดับความเสี่ยง 4 ระดับ โดยห้าม AI ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การรับรู้ทางชีวภาพในที่สาธารณะ และกำหนดข้อกำหนดเข้มงวดสำหรับระบบ AI ทั่วไป (general-purpose AI) เช่น การเปิดเผยข้อมูลฝึกโมเดลและการประเมินความเสี่ยง ขณะที่สหรัฐฯ ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเท่านี้ ทำให้บริษัทอเมริกันสามารถพัฒนาและนำโมเดลสู่ตลาดได้เร็วกว่า

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Holger Hoos จาก University of Freiburg ชี้ว่า EU AI Act อาจยับยั้งนวัตกรรม โดยเฉพาะสำหรับสตาร์ทอัพขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรในการปฏิบัติตามกฎ เช่น การทำรายงานด้านความเสี่ยงซ้ำๆ ซึ่งสิ้นเปลืองเวลาและเงินทุน ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ ใช้แนวทาง “light-touch regulation” ที่ส่งเสริมการแข่งขัน ทำให้บริษัทอย่าง OpenAI สามารถระดมทุนได้กว่า 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สตาร์ทอัพยุโรปอย่าง Aleph Alpha ระดมทุนได้เพียง 500 ล้านยูโร

สถานการณ์ในเยอรมนีและแนวโน้มการไหลของสมอง

เยอรมนีมีจุดแข็งจากระบบมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่งและเงินทุนรัฐบาล เช่น German AI Strategy ที่ลงทุน 5 พันล้านยูโร แต่สตาร์ทอัพ AI ยังเผชิญปัญหาการระดมทุนน้อย โดยในปี 2023 เยอรมนีลงทุนใน AI เพียง 1.2 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับสหรัฐฯ 67 พันล้านดอลลาร์ การไหลของสมอง (brain drain) เป็นปัญหาใหญ่ นักวิจัยชั้นนำจากเยอรมนีหลายคนย้ายไปทำงานที่ OpenAI หรือ Google DeepMind เนื่องจากเงินเดือนสูงกว่าและโอกาสในการเข้าถึง compute มากกว่า

โครงการ Europa.AI ของสหภาพยุโรปหวังแก้ปัญหานี้ด้วยการลงทุน 15 พันล้านยูโรในชิปและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและอาจไม่ทันการณ์เมื่อเทียบกับการแข่งขันจากสหรัฐฯ และจีนที่ลงทุนมหาศาลใน compute เช่น xAI ของ Elon Musk ที่สร้างโรงงาน supercomputer ขนาด 100,000 GPU

สรุปความท้าทายและโอกาส

ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี มีศักยภาพด้านการวิจัยที่เหนือชั้น แต่ต้องแก้ไขปัญหากำลังประมวลผล กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป และการระดมทุนเพื่อแปลงความรู้เป็นโมเดลที่แข่งขันได้ หากไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ภาค AI ของยุโรปอาจกลายเป็นเพียง “ผู้ผลิตนักวิจัย” ให้สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์ต่อไป การสร้างพันธมิตรระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันวิจัย เช่น โครงการ German AI Factory จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกเกมการแข่งขัน

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)