แอคเซนเชอร์ผูกการเลื่อนตำแหน่งกับการใช้เครื่องมือ ai ขณะที่พนักงานบางคนเรียกเครื่องมือว่า "เครื่องกำเนิดขยะที่พัง"

แอคเซนเชอร์เชื่อมโยงการเลื่อนตำแหน่งกับการใช้งานเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่พนักงานบางส่วนเรียกเครื่องมือเหล่านี้ว่า “เครื่องผลิตขยะที่ชำรุด”

บริษัทแอคเซนเชอร์ (Accenture) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่เชื่อมโยงการเลื่อนตำแหน่งของพนักงานเข้ากับการใช้งานเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณหน้า ตามที่ซีอีโอ จูลี่ สวีท (Julie Sweet) ระบุในการประชุมหารือผลประกอบการล่าสุดว่า พนักงานที่ใช้งานเครื่องมือ AI ของบริษัทจะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นลำดับแรก นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ในการผลักดันการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายทั่วทั้งองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขัน

แพลตฟอร์มหลักที่แอคเซนเชอร์นำมาใช้คือ “myConcert” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มภายในที่รวมคาไพลอต AI หลายตัวเข้าด้วยกัน คาไพลอตเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือพนักงานในงานหลากหลายด้าน เช่น การเขียนโค้ดโปรแกรม การสร้างสไลด์นำเสนอ การวิเคราะห์ข้อมูล และการร่างเอกสารทางธุรกิจ โดยบริษัทอ้างว่ามีพนักงานใช้งานเครื่องมือเหล่านี้มากกว่า 80% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นอัตราสูงอย่างน่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภายในที่รั่วไหลออกมาผ่านช่องทางเช่น Blind และ Slack เผยให้เห็นถึงความไม่พอใจจากพนักงานจำนวนไม่น้อย ซึ่งมองว่าเครื่องมือ AI เหล่านี้ยังมีปัญหามากมายและไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

จากโพสต์ในแอป Blind ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับพนักงานนิรนาม พนักงานแอคเซนเชอร์หลายรายได้แสดงความเห็นเชิงลบต่อเครื่องมือ AI โดยใช้คำเรียกเช่น “เครื่องผลิตขยะที่ชำรุด” (broken slop generators) หนึ่งในโพสต์ที่ได้รับความสนใจสูงระบุว่า “แอคเซนเชอร์กำลังบังคับให้ทุกคนใช้งาน AI คาไพลอต แต่เครื่องมือเหล่านี้สร้างโค้ดที่ผิดพลาดและไม่สามารถใช้งานได้จริง” นอกจากนี้ ภาพหน้าจอจากช่อง Slack ภายในบริษัทยังแสดงให้เห็นการสนทนาระหว่างพนักงานที่รายงานปัญหาต่างๆ เช่น คาไพลอตสร้างข้อมูลทางการเงินที่ไม่ถูกต้อง สไลด์นำเสนอที่ซ้ำซากและไร้สาระ หรือโค้ดที่ล้มเหลวในการรัน

ตัวอย่างปัญหาที่พนักงานพบเจออย่างชัดเจน ได้แก่ การที่คาไพลอต AI สร้างโค้ด JavaScript ที่มีข้อผิดพลาดพื้นฐาน เช่น การประกาศตัวแปรผิด หรือการใช้ฟังก์ชันที่ไม่เข้ากัน นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เครื่องมือสร้างเนื้อหาที่ “หลอน” (hallucinate) หรือข้อมูลที่ไม่มีมูลความจริง เช่น การอ้างอิงตัวเลขทางการเงินที่คลาดเคลื่อนจากข้อมูลจริง หรือการสร้างแผนภูมิที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ พนักงานบางรายเปรียบเทียบว่า การใช้งาน AI เหล่านี้กลับใช้เวลามากกว่าเดิมในการแก้ไขข้อผิดพลาด แทนที่จะช่วยประหยัดเวลา สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพของเครื่องมือที่แอคเซนเชอร์นำเสนอ แม้บริษัทจะอ้างว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ดังกล่าว แต่แอคเซนเชอร์ยังคงยืนยันในกลยุทธ์ดังกล่าว โดยซีอีโอสวีทเน้นย้ำว่า การนำ AI มาใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของบริษัท ซึ่งในไตรมาสล่าสุด แอคเซนเชอร์รายงานรายได้เพิ่มขึ้น 5% สู่ระดับ 16.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากบริการ AI ที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% บริษัทคาดการณ์ว่าปีงบประมาณ 2025 จะมีรายได้เติบโต 5-7% โดย AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นโยบายการเลื่อนตำแหน่งที่ผูกกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นพนักงานให้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยใหม่ แม้จะมีความเสี่ยงต่อการต่อต้านจากภายใน

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างนโยบายระดับสูงกับประสบการณ์จริงของพนักงาน สะท้อนถึงความท้าทายในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ พนักงานบางรายใน Blind แนะนำให้บริษัทปรับปรุงเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก่อนบังคับใช้งาน โดยเฉพาะในด้านความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ ขณะที่บางส่วนมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ปรึกษา ซึ่งบริษัทคู่แข่งอย่างเดลอยท์ (Deloitte) และพีเอ็มซี (PMC) ก็กำลังผลักดัน AI ในลักษณะคล้ายกัน

ในภาพรวม นโยบายของแอคเซนเชอร์แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้าน AI แต่ก็เปิดเผยจุดอ่อนของเทคโนโลยีที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ การที่พนักงานต้องเผชิญกับเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า “slop generators” อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพโดยรวม หากบริษัทไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ทันท่วงที สถานการณ์ดังกล่าวนี้อาจกลายเป็นอุทาหรณ์สำหรับองค์กรอื่นๆ ที่กำลังเร่งรีบนำ AI มาใช้ โดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมพนักงาน

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)