การประท้วงต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ที่สุดในกรุงลอนดอน
ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 กรุงลอนดอนได้เป็นเวทีของการประท้วงต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้เข้าร่วมนับหมื่นคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสไฮด์พาร์ค (Hyde Park) เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ประท้วงส่วนใหญ่มาจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักเขียน พนักงานออฟฟิศ และแรงงานทั่วไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่แผ่ขยายไปในสังคมเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการดำรงชีวิต
การประท้วงเริ่มต้นด้วยการรวมตัวที่มุมตะวันออกของไฮด์พาร์ค ผู้เข้าร่วมสวมเสื้อผ้าสีแดงสดใสพร้อมป้ายข้อความที่โดดเด่น เช่น “หยุด AI ก่อนที่มันจะหยุดคุณ” “AI ไม่ใช่เพื่อมนุษยชาติ” และ “งานของเรากำลังหายไปเพราะ AI” เสียงเพลงและคำขวัญดังก้องไปทั่วบริเวณ โดยมีกลุ่มนักดนตรีพื้นบ้านเล่นเพลงประท้วงที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อโจมตีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI, Google และ Meta นอกจากนี้ ยังมีตุ๊กตาเป่าลมขนาดยักษ์รูปหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบให้ดูน่ากลัว คล้ายกับภาพยนต์ไซไฟ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของภัยคุกคามจาก AI
หนึ่งในการพูดหลักคือ ลูอี ซัคแมน (Louie Swan), ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Five Eyes Open ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์ต่อต้านการเฝ้าระวังด้วย AI ซัคแมนกล่าวถึงความเสี่ยงจากการใช้ AI ในระบบเฝ้าระวังของรัฐบาล โดยยกตัวอย่างกรณีที่ตำรวจในหลายประเทศใช้เครื่องมือ AI ในการจดจำใบหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เขาเรียกร้องให้ผู้ประท้วง “ตื่นขึ้นมา” ก่อนที่ AI จะกลายเป็นเครื่องมือกดขี่ที่แท้จริง ผู้ฟังหลายพันคนตอบรับด้วยเสียงปรบมือและตะโกน “ไม่มี AI ไม่มีปัญหา!”
นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงและศิลปินชื่อดังอย่างสตีเฟน เฟรย์ (Stephen Fry) มาร่วมพูด เขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานสร้างสรรค์ เช่น การเขียนบทภาพยนตร์หรือการวาดภาพ โดยชี้ว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังทำลายเอกลักษณ์ของมนุษย์ เฟรย์เปรียบเทียบ AI กับ “ปีศาจในขวด” ที่หากปล่อยออกมาแล้วจะควบคุมไม่ได้ การปรากฏตัวของเขาดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก ทำให้การประท้วงกลายเป็นข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์หลักของอังกฤษ
ผู้ประท้วงยังได้เดินขบวนไปตามถนนออกซ์ฟอร์ด (Oxford Street) ถนนช้อปปิ้งชื่อดัง โดยมีรถตำรวจและกำลังพลประจำการคอยคุมเข้มเพื่อป้องกันความวุ่นวาย การเดินขบวนดำเนินไปอย่างสงบสุข ผู้เข้าร่วมแจกใบปลิวที่อธิบายถึงความเสี่ยงต่างๆ ของ AI เช่น การทำให้คนตกงานจำนวนมาก การสร้างอาวุธอัตโนมัติที่อาจนำไปสู่สงครามรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงจากการสูญเสียการควบคุม AI ที่ฉลาดเกินมนุษย์ (superintelligence) ซึ่งนักวิจัยบางคนเตือนว่าอาจนำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติ
จากการสังเกตพบว่าผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ในวัย 20-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก AI ในที่ทำงาน เช่น โปรแกรมเมอร์ที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือสร้างโค้ดอัตโนมัติ หรือนักออกแบบกราฟิกที่เผชิญกับเครื่องมือสร้างภาพอย่าง Midjourney มีรายงานจากผู้เข้าร่วมบางคนว่าพวกเขาเคยทำงานในบริษัทเทคโนโลยีแต่ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับทิศทางของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มจากสหภาพแรงงานมาร่วมด้วย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษออกกฎหมายควบคุม AI อย่างเข้มงวด เช่น การห้ามใช้ AI ในงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์
แม้จะเป็นการประท้วงที่ใหญ่โต แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากบางส่วน ผู้สนับสนุน AI ที่บังเอิญผ่านมาบริเวณนั้นได้โต้แย้งว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาใหญ่ๆ เช่น โรคระบาดหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม เสียงเหล่านี้ถูกกลบด้วยฝูงชนที่ใหญ่กว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความสิ้นหวังผสมกัน
การประท้วงสิ้นสุดลงในช่วงเย็นด้วยการรวมตัวร้องเพลง “Imagine” ของจอห์น เลนนอน ซึ่งถูกปรับเนื้อร้องให้เข้ากับธีมต่อต้าน AI ผู้จัดงานคาดการณ์ว่ามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการประท้วงต่อต้าน AI ครั้งก่อนๆ ในยุโรปหลายเท่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความกังวลต่อ AI กำลังกลายเป็นกระแสหลักในสังคม โดยเฉพาะในยุโรปที่กฎระเบียบอย่าง EU AI Act กำลังถูกผลักดัน
แม้ผู้ประท้วงจะไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิก AI โดยสิ้นเชิง แต่พวกเขาต้องการให้มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องงาน สิทธิ และอนาคตของมนุษย์ การประท้วงครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงออกทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงบริษัทเทคโนโลยีและนักการเมืองว่าสังคมกำลังตื่นตัวต่อผลกระทบของนวัตกรรมที่พุ่งทะยานนี้
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)