ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ AI ในยุโรป: การนำมาใช้ในระดับสูงสุดที่สนับสนุนระบบนิเวศต่างชาติแทนการสร้างระบบของตัวเอง
ยุโรปกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่น่าปวดหัวในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ระบุว่า ในปี 2566 มีกิจการในสหภาพยุโรป (EU) กว่า 26% นำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 8% ในปี 2564 ซึ่งถือเป็นอัตราการนำมาใช้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับเทคโนโลยีนี้ในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะการนำ AI มาใช้ในระดับสูงดังกล่าวกำลังไหลเวียนเงินทุนไปสู่ระบบนิเวศ AI ของต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แทนที่จะนำไปสร้างฐานราก AI ที่เป็นของยุโรปเอง
การนำ AI มาใช้ที่พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์
ตามรายงานของ Eurostat ซึ่งสำรวจกิจการที่มีพนักงานอย่างน้อย 10 คน การนำ AI มาใช้ใน EU สูงถึง 25.6% ในปี 2566 โดยแบ่งตามประเทศดังนี้ ไอร์แลนด์นำโดดเด่นด้วยอัตรา 45.1% ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ 36.6% เดนมาร์ก 34.4% ฟินแลนด์ 32.4% และสวีเดน 31.7% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างเยอรมนี (23.4%) ฝรั่งเศส (21.8%) และอิตาลี (18.2%) ก็มีอัตราการนำมาใช้ที่สูงเช่นกัน ขณะที่ประเทศในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บัลแกเรียและโรมาเนีย มีอัตราต่ำกว่า 10%
เทคโนโลยี AI ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ การรู้จำข้อความและเสียงด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-aided speech and text recognition) ซึ่งกิจการ 14.3% นำมาใช้ ตามด้วยการคัดแยกข้อมูล (Data sorting and filtering) 9.2% การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing) 7.1% และการวิเคราะห์ทางอารมณ์ (Sentiment analysis) 5.4% นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เช่น การสร้างภาพ เครื่องมือช่วยตัดสินใจอัตโนมัติ และการตรวจจับข้อผิดพลาดทางกายภาพ โดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมข้อมูลและการสื่อสารนำ AI มาใช้มากที่สุดถึง 51.6% ตามด้วยอุตสาหกรรมการเงินและประกันภัย 43.2% และสาธารณสุข 39.7%
การเติบโตนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLMs) เช่น ChatGPT ซึ่งมีผู้ใช้งานรายเดือนใน EU กว่า 100 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากการสมัครสมาชิกและการใช้งานพุ่งสูง ตัวอย่างเช่น OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT มีรายได้จากยุโรปราว 20% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ Google ก็ได้รับส่วนแบ่งจากบริการ AI เช่น Gemini เช่นกัน
เงินทุนไหลออกสู่ระบบนิเวศต่างชาติ
ปัญหาหลักของภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้คือ การนำ AI มาใช้ไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศ AI ในยุโรป หากแต่กำลังส่งเสริมบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ เช่น OpenAI, Anthropic, Google, Microsoft และ Amazon เงินที่กิจการยุโรปจ่ายสำหรับ API, การสมัครสมาชิก และบริการคลาวด์ AI ไหลตรงไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของโมเดล AI ชั้นนำส่วนใหญ่
ข้อมูลการลงทุนยืนยันแนวโน้มนี้ ในปี 2566 ยุโรปมียอดลงทุนในสตาร์ทอัพ AI ราว 3 พันล้านยูโร ลดลงจากปีก่อนหน้า ขณะที่สหรัฐฯ ลงทุนถึง 67 พันล้านดอลลาร์ และจีน 7.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งตลาดโมเดล AI ระดับแนวหน้า 80% โดยมีบริษัทอย่าง OpenAI (GPT-4), Google DeepMind (Gemini), Anthropic (Claude), xAI (Grok) และ Meta (Llama) เป็นผู้นำ ในยุโรป โมเดลที่โดดเด่นมีเพียงไม่กี่ตัว เช่น Mistral AI จากฝรั่งเศส (ได้รับเงินทุน 640 ล้านยูโร) และ Aleph Alpha จากเยอรมนี แต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับเดียวกัน
สาเหตุหลัก: กฎระเบียบและการขาดโครงสร้างพื้นฐาน
กฎระเบียบของ EU เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้ พระราชบัญญัติ AI (AI Act) ซึ่งเป็นกฎหมาย AI แรกของโลก กำหนดให้โมเดล AI ระดับสูง (general-purpose AI) ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยมีผลบังคับใช้บางส่วนตั้งแต่ปี 2567 และเต็มรูปแบบในปี 2571 ขณะที่ Digital Markets Act (DMA) บังคับให้เกตคี퍼อย่าง Google, Apple, Meta, Amazon และ Microsoft เปิดบริการแก่นักพัฒนา แต่กฎเหล่านี้เพิ่มต้นทุนให้กับผู้พัฒนา AI ในยุโรป ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงได้บางส่วนเนื่องจากฐานที่มั่นในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยุโรปขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ศูนย์ข้อมูล (data centers) และพลังงานราคาถูกสำหรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการพลังงานมหาศาล ตัวอย่างเช่น การฝึก GPT-4 ใช้พลังงานเทียบเท่าครัวเรือนอเมริกัน 300 หลัง ขณะที่สหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบจากค่าไฟฟ้าต่ำและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เช่น CHIPS Act มูลค่า 52 พันล้านดอลลาร์
ผลกระทบและแนวทางแก้ไข
การพึ่งพา AI ต่างชาติทำให้ยุโรปเสี่ยงต่อการขาดแคลน หากเกิดข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าหรือการคว่ำบาตร นอกจากนี้ ยังขาดอธิปไตยทางข้อมูล (data sovereignty) เพราะข้อมูลสำคัญของยุโรปถูกส่งไปประมวลผลในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายใต้ Cloud Act ที่บังคับให้บริษัทส่งข้อมูลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้
เพื่อแก้ไขภาวะนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ EU สร้าง “AI stack” ของตัวเอง รวมถึงโมเดลเปิด (open models) ฐานข้อมูลยุโรป และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ sovereign เช่น GAIA-X โครงการของ Mistral AI ในการพัฒนา Le Chat ซึ่งเป็นแชทบอทภาษาฝรั่งเศส ก็เป็นตัวอย่างที่ดี นอกจากนี้ รัฐบาลยุโรปได้ทุ่มเงินกว่า 4 พันล้านยูโรใน AI ผ่านแผน AI Continent Action Plan และ European AI Office แต่จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบเพื่อดึงดูดสตาร์ทอัพ
สรุปแล้ว แม้การนำ AI มาใช้ในยุโรปจะถึงจุดสูงสุด แต่หากไม่เปลี่ยนแปลง ยุโรปจะกลายเป็นเพียงผู้บริโภคที่จ่ายเงินสนับสนุนยักษ์ใหญ่ต่างชาติ โดยพลาดโอกาสในการเป็นผู้นำ AI โลก การสร้างระบบนิเวศ AI ที่เข้มแข็งจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางเทคโนโลยีในอนาคต
(จำนวนคำ: 728)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)