ยักษ์เหล็ก ค่ายรถยนต์ และธนาคาร วางแผนสร้างคำตอบของญี่ปุ่นต่อการครองอำนาจ ai ของสหรัฐฯ-จีน

ยักษ์ใหญ่เหล็กยานยนต์และธนาคารญี่ปุ่นเล็งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อท้าชนความเด่นชัดของสหรัฐฯ และจีน

กลุ่มบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ผลิตเหล็กผู้ผลิตรถยนต์และสถาบันการเงิน กำลังรวมตัวกันเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นคำตอบของญี่ปุ่นต่อการครองตลาด AI โดยสหรัฐอเมริกาและจีน การร่วมมือครั้งนี้รวบรวมบริษัทจำนวน 20 แห่ง รวมถึงนิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น (Nippon Steel Corp.) เจเอฟอี โฮลดิ้งส์ อิงค์ (JFE Holdings Inc.) โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป (Toyota Motor Corp.) ฮอนด้า มอเตอร์ โค ลิมิเต็ด (Honda Motor Co.) มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สุมิโตโม มิตสุอิ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (SMFG) มิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (Mizuho Financial Group) เอ็นทีที (NTT) ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป คอร์ป (SoftBank Group Corp.) ฮิตาชิ ลิมิเต็ด (Hitachi Ltd.) ฟูจิตสึ ลิมิเต็ด (Fujitsu Ltd.) เนค คอร์ปอเรชั่น (NEC Corp.) และพานาโซนิก โฮลดิ้งส์ คอร์ป (Panasonic Holdings Corp.) รวมถึงคาวาซากิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ลิมิเต็ด (Kawasaki Heavy Industries Ltd.) มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ลิมิเต็ด (Mitsubishi Heavy Industries Ltd.) โตเกียวแก๊ส โค ลิมิเต็ด (Tokyo Gas Co.) และโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คัมปะนี โฮลดิ้งส์ อิงค์ (Tokyo Electric Power Co. Holdings Inc.) และราปิดัส คอร์ป (Rapidus Corp.)

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างแหล่งกำลังประมวลผลขนาดมหาศาลสำหรับการพัฒนา AI สร้างสรรค์ (Generative AI) ซึ่งญี่ปุ่นกำลังตามหลังผู้นำระดับโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน กลุ่มบริษัทเหล่านี้มองว่าการพึ่งพาเทคโนโลยี GPU จากนวิเดีย (Nvidia) ของสหรัฐฯ ที่ครองตลาดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เป็นของตัวเอง

แผนการหลักคือการจัดหาและดำเนินการคลัสเตอร์ GPU ขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2571) ให้มีกำลังประมวลผลเทียบเท่า GPU ประสิทธิภาพสูง 1 ล้านตัว ซึ่งจะเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์ GPU ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คลัสเตอร์ดังกล่าวจะถูกใช้สำหรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยเอ็นทีทีจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่รองรับการประมวลผลระดับสูง

การลงทุนรวมคาดว่าจะสูงหลายล้านล้านเยน โดยกลุ่มบริษัทจะร่วมกันจัดหา GPU จากผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลก รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาชิปเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศผ่านบริษัทราปิดัส ซึ่งกำลังเร่งผลิตชิปประสิทธิภาพสูงขนาด 2 นาโนเมตรเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทพลังงานอย่างโตเกียวแก๊สและโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์เข้าร่วม เพื่อรับประกันแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่เสถียรสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์

โมโตยูกิ โออิชิ ประธานบริษัทเอ็นทีที ระบุว่า “เราต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถแข่งขันในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมครั้งนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดหาทรัพยากร” ขณะที่ตัวแทนจากนิปปอน สตีล กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้เราจะมาจากอุตสาหกรรมหนัก แต่ AI เป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลในอนาคต”

บริบทของญี่ปุ่นในสนาม AI นั้นเผชิญความท้าทายหลายประการ ประเทศนี้ขาดไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) อย่างไมโครซอฟต์ (Microsoft) กูเกิล (Google) หรืออะลีบาบา (Alibaba) ที่มีคลัสเตอร์ GPU ล้านตัวขึ้นไป และยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากร AI รวมถึงต้นทุนพลังงานที่สูง รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนแผนนี้ผ่านนโยบาย AI สตราเตจีแห่งชาติ โดยจัดสรรงบประมาณหลายล้านล้านเยนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร 1 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2573

การรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนกลยุทธ์ “AI โซเวอเรนตี” (AI Sovereignty) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการผูกขาดของสหรัฐฯ และจีน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างโอเพ่นเอไอ (OpenAI) และแอนทโรปิก (Anthropic) ได้รับการสนับสนุน GPU มหาศาลจากไมโครซอฟต์ ขณะที่จีนมีบริษัทอย่างบียูอี (ByteDance) และเอไอเอสไอ (xAI) ของอีลอน มัสก์ ที่กำลังขยายคลัสเตอร์ขนาดใหญ่เช่นกัน

บริษัทญี่ปุ่นตระหนักดีว่าการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้กำลังประมวลผลมหาศาล เช่น โมเดล GPT-4 ใช้ GPU กว่า 25,000 ตัวในการฝึก ดังนั้น คลัสเตอร์ 1 ล้านตัวจะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาโมเดลระดับโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการต่างชาติ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในญี่ปุ่นเข้าถึงทรัพยากร AI ในราคาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมี เช่น การจัดหา GPU ท่ามกลางความต้องการทั่วโลกที่พุ่งสูง และการพัฒนาชิปในประเทศที่ล่าช้ากว่าคู่แข่งอย่าง TSMC ของไต้หวัน แต่กลุ่มบริษัทมั่นใจว่าการร่วมมือจะช่วยเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ โดยราปิดัสคาดเริ่มผลิตชิปจำนวนมากในปี พ.ศ. 2571

การริเริ่มครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของญี่ปุ่นในการกลับสู่ผู้นำเทคโนโลยี AI ซึ่งเคยรุ่งเรืองในยุคซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก่อน หากประสบความสำเร็จ จะไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ยังเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ ที่ต้องการลดการพึ่งพายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลก

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)