ยุโรปตอบโต้ความซับซ้อนของกฎระเบียบปัญญาประดิษฐ์ด้วยการเลื่อนกำหนดการส่วนใหญ่
สหภาพยุโรป (EU) ได้รับการอนุมัติกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของโลกที่ครอบคลุมทุกด้าน อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเร่งรัดการบังคับใช้ทันที รัฐสภาสหภาพยุโรปได้เลือกแนวทางเลื่อนกำหนดการส่วนใหญ่ของกฎระเบียบออกไป เพื่อรับมือกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้น โดยคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 หรือช้ากว่านั้น
AI Act แบ่งระบบ AI ออกเป็นระดับความเสี่ยงสี่ระดับ ได้แก่ ระบบ AI ที่ใช้งานทั่วไป (General-Purpose AI หรือ GPAI) ระบบ AI ความเสี่ยงสูง (High-Risk AI) ระบบ AI ที่ห้ามใช้ และระบบ AI ความเสี่ยงต่ำ กฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดจะถูกกำหนดสำหรับระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ระบบที่ใช้ในอุปกรณ์การแพทย์ ระบบคัดเลือกบุคลากร หรือระบบตรวจจับทางชีวมิติในพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่ GPAI ซึ่งรวมถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLMs) เช่น ChatGPT จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เฉพาะที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและการจัดการความเสี่ยง
แม้กฎหมายจะประกาศใช้ แต่กำหนดการบังคับใช้จริงถูกเลื่อนออกไปอย่างมาก โดยส่วนใหญ่จะเริ่มในอีก 24-36 เดือนข้างหน้า รายละเอียดกำหนดการหลักมีดังนี้
ประการแรก ระบบ AI ที่ห้ามใช้ทั้งหมด 8 ประเภท เช่น ระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมพฤติกรรมทางสังคม หรือระบบที่ใช้สำหรับการให้คะแนนทางสังคม จะถูกห้ามทันทีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ 6 เดือน หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ ระบบ AI สำหรับการระบุตัวตนทางชีวมิติในพื้นที่สาธารณะบางประเภทจะถูกห้ามในอีก 6 เดือนหลังจากนั้น
ประการที่สอง สำหรับ GPAI คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรหัสปฏิบัติ (Codes of Practice) ภายใน 9 เดือนหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้ผู้พัฒนา GPAI ต้องปฏิบัติตามรหัสเหล่านี้ ผู้ให้บริการ GPAI ทั่วไปจะต้องปฏิบัติตามภาระหน้าที่ด้านความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยสรุปข้อมูลการฝึกอบรม (Training Data Summary) และการแจ้งให้ทราบว่าผลลัพธ์มาจาก AI ภายใน 12 เดือน หรือเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 สำหรับ GPAI ที่มี systemic risk เช่น โมเดลที่ใช้พลังคำนวณมากกว่า 10^25 FLOPs ภาระหน้าที่เพิ่มเติม เช่น การประเมินและลดความเสี่ยง จะถูกเลื่อนไปถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2570
ประการที่สาม ระบบ AI ความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่จะถูกเลื่อนไป 24 เดือน หรือเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยก่อนหน้านั้น คณะกรรมาธิการจะออกแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) สำหรับระบบ AI ความเสี่ยงสูงในภาคส่วนต่างๆ เช่น ระบบจัดการข้อมูลคุณภาพสูง (High-Quality Datasets) ภายใน 6 เดือน ระบบ AI ในผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย CE (เช่น ของเล่นหรือเครื่องมือแพทย์) จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดิมจนกว่าจะครบกำหนดการใหม่
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ AI (AI Board) และสำนักงาน AI (AI Office) เพื่อกำกับดูแล โดยคณะกรรมาธิการจะออกกฎเกณฑ์เพิ่มเติม เช่น รายการระบบ AI ความเสี่ยงสูงในภาครัฐ (Annex III) ภายใน 6 เดือน และแนวทางสำหรับ GPAI ภายใน 12 เดือน การเลื่อนกำหนดการนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้การควบคุมล่าช้า
ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมาย AI ระดับรัฐบาลกลางที่คล้ายคลึงกัน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น OpenAI สามารถพัฒนาและเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎระเบียบที่เข้มงวด ในขณะที่ยุโรปเลือกใช้นโยบาย “กำหนดมาตรฐานก่อน แล้วค่อยบังคับใช้” ซึ่งอาจทำให้ยุโรปตามหลังในด้านนวัตกรรม AI
เหตุผลหลักของการเลื่อนกำหนดการมาจากความซับซ้อนของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ GPAI ที่มีขนาดใหญ่และยากต่อการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับว่าต้องใช้เวลาพัฒนาแนวทางและรหัสปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความที่คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ ยังต้องประสานงานกับรัฐสมาชิก 27 ประเทศในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลแห่งชาติ (National Competent Authorities)
ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าการเลื่อนนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยให้ EU สามารถปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์อย่าง Bruegel ชี้ว่ามันคือการ “เตะกระป๋องไปข้างหน้า” (Kicking the can down the road) ซึ่งอาจทำให้ EU สูญเสียความเป็นผู้นำในการกำกับดูแล AI ไปให้กับสหรัฐฯ หรือจีน
โดยรวมแล้ว AI Act แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การเลื่อนกำหนดการส่วนใหญ่สะท้อนถึงความสมจริงในการรับมือกับความซับซ้อน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่ายุโรปจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เมื่อถึงกำหนดการ
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)