เทนเซ็นต์วางแผนเพิ่มงบ ai หลังอุปทานชิปจีนดีขึ้นตามที่ถูกกล่าวอ้าง

เทนเซ็นต์วางแผนเพิ่มการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานชิปของจีน

เทนเซ็นต์ (Tencent) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน กำลังเตรียมเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมาก หลังจากที่ห่วงโซ่อุปทานชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในประเทศจีนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของนายเจมส์ มิทเชลล์ (James Mitchell) ประธานบริษัทเทนเซ็นต์ กับหนังสือพิมพ์ South China Morning Post (SCMP) ซึ่งระบุว่าสถานการณ์การจัดหาชิปขั้นสูงได้ “ปรับปรุงขึ้นอย่างมาก” ทำให้บริษัทสามารถเร่งรัดการพัฒนา AI ได้เต็มศักยภาพ

ในช่วงที่ผ่านมา เทนเซ็นต์แสดงความระมัดระวังในการลงทุนด้าน AI เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิป โดยเฉพาะชิปประสิทธิภาพสูงที่จำเป็นสำหรับการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลง มิทเชลล์คาดการณ์ว่าบริษัทจะเพิ่มการใช้จ่ายด้าน AI ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 (ค.ศ. 2024) ซึ่งจะช่วยให้เทนเซ็นต์สามารถแข่งขันในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น

การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานชิปในจีนเกิดจากความพยายามของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมการผลิตชิปในประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา จีนได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตร (7nm) โดยบริษัท Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปชั้นนำของจีน สามารถผลิตชิป 7nm สำหรับฮวาวี (Huawei) โดยเฉพาะชิปรุ่น Ascend 910B ที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI ชิปเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีจีนในการลดการพึ่งพาชิปนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Nvidia ของสหรัฐฯ

เทนเซ็นต์เองก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้ชิปฮวาวี โดยบริษัทได้นำชิปเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาโมเดล Hunyuan ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของตัวเอง Hunyuan ถือเป็นหนึ่งในโมเดล AI ที่แข็งแกร่งของเทนเซ็นต์ โดยสามารถแข่งขันกับโมเดลชั้นนำจากบริษัทอื่นๆ เช่น Ernie ของ百度 (Baidu) และ Tongyi Qianwen ของอาลีบาบา (Alibaba) การมีชิปในประเทศที่เพียงพอจะช่วยให้เทนเซ็นต์ลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการคว่ำบาตรหรือข้อจำกัดทางการค้า

มิทเชลล์ยังเน้นย้ำว่าการปรับปรุงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพด้วย ชิปที่ผลิตในจีนมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับชิปขั้นสูงจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีนสามารถขยายการลงทุน AI ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มโดยรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน ซึ่งบริษัทชั้นนำหลายแห่งกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI เพื่อครองส่วนแบ่งตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากเทนเซ็นต์แล้ว บริษัทอื่นๆ ในจีนก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน เช่น 百度และอาลีบาบา ที่กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเอง การผลิตชิปในประเทศยังช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าชิประหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังตั้งคำถามถึงความสามารถของจีนในการผลิตชิปขั้นสูงในระดับ 5nm หรือต่ำกว่านั้นในระยะสั้น แต่สำหรับชิปรุ่น 7nm นั้น จีนได้แสดงศักยภาพที่ชัดเจนแล้ว

สำหรับเทนเซ็นต์ การเพิ่มการลงทุน AI นี้จะช่วยเสริมจุดแข็งหลักของบริษัทในด้านแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ เกม และคลาวด์คอมพิวติ้ง โดย AI จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ในบริการต่างๆ เช่น WeChat และ Tencent Cloud ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก การพัฒนาโมเดลอย่าง Hunyuan จะช่วยให้เทนเซ็นต์นำเสนอบริการ AI ที่ปรับแต่งตามความต้องการของผู้ใช้ในจีนได้ดียิ่งขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลก

โดยสรุป การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานชิปของจีนกำลังเปิดประตูให้เทนเซ็นต์และบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เร่งสู่ยุค AI อย่างเต็มที่ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้คาดว่าจะผลักดันนวัตกรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนให้ก้าวหน้าขึ้น แม้จะยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก แต่ความก้าวหน้าด้านการผลิตชิปในประเทศถือเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)