แอปเปิลได้รับสิทธิ์เข้าถึง Gemini แบบเต็มรูปแบบ และใช้เทคนิคการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อพัฒนา AI บนอุปกรณ์ที่เบาและมีประสิทธิภาพสูง
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แอปเปิลได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่งได้รับสิทธิ์เข้าถึงโมเดล Gemini จากกูเกิลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่กูเกิลจ่ายให้แอปเปิลเพื่อรักษาตำแหน่งเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบน iOS และ Safari ข่าวนี้มาจากรายงานของ Bloomberg ซึ่งเผยให้เห็นกลยุทธ์ลับของแอปเปิลในการพัฒนา Apple Intelligence โดยใช้เทคนิคการกลั่นกรองข้อมูล (Distillation) เพื่อสร้างโมเดล AI ขนาดเล็กที่ทำงานบนอุปกรณ์โดยตรง (On-Device AI)
Apple Intelligence ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน WWDC 2024 ถือเป็นชุดฟีเจอร์ AI ที่แอปเปิลมุ่งเน้นการประมวลผลบนอุปกรณ์ผู้ใช้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ภายนอก อย่างไรก็ตาม แอปเปิลขาดโครงสร้างพื้นฐานการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ (Large-Scale Training Infrastructure) เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่เช่นกูเกิลหรือ OpenAI จึงต้องพึ่งพาการเป็นพันธมิตรภายนอก โดยผสานรวม ChatGPT ของ OpenAI สำหรับงานที่ซับซ้อน และตอนนี้คือ Gemini ของกูเกิลสำหรับการพัฒนาโมเดลภายใน
สิทธิ์เข้าถึง Gemini แบบเต็มรูปแบบนี้เกิดขึ้นผ่าน Google Cloud Vertex AI ซึ่งอนุญาตให้แอปเปิลใช้งานโมเดล Gemini 1.5 Pro และ Gemini 1.5 Flash ได้อย่างอิสระ โมเดลเหล่านี้มีขนาดใหญ่และทรงพลัง โดย Gemini 1.5 Pro สามารถจัดการข้อมูลยาวนานถึง 2 ล้านโทเค็น ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเข้าใจบริบทลึกซึ้ง แอปเปิลใช้โมเดลเหล่านี้เป็น “ครู” (Teacher Models) ในการฝึกโมเดลขนาดเล็กของตนเอง (Student Models) ผ่านกระบวนการ Distillation ซึ่งเป็นเทคนิคยอดนิยมในวงการ AI
เทคนิค Distillation ทำงานอย่างไร? ในกระบวนการนี้ โมเดลขนาดใหญ่จะสร้างผลลัพธ์จำนวนมหาศาลจากชุดข้อมูลที่หลากหลาย จากนั้นโมเดลขนาดเล็กจะถูกฝึกให้เลียนแบบผลลัพธ์เหล่านั้น โดยมุ่งเน้นการจับคู่ความน่าจะเป็นของคำตอบ (Probability Distribution) แทนที่จะฝึกจากข้อมูลดิบเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์คือ โมเดลขนาดเล็กมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดลใหญ่ แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาก เช่น ลดขนาดโมเดลลง 10-20 เท่า และลดเวลาในการประมวลผลได้ถึง 90% ซึ่งเหมาะสมกับการรันบนชิป A-Series หรือ M-Series ของแอปเปิล โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
การนำ Distillation มาใช้ใน Apple Intelligence ช่วยให้แอปเปิลพัฒนาฟีเจอร์หลักหลายประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุง Siri ให้เข้าใจบริบทผู้ใช้ได้ดีขึ้น การสร้าง Genmoji (อิโมจิที่สร้างจากคำอธิบาย) และ Image Playground (เครื่องมือสร้างภาพจากข้อความ) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการสรุปข้อความ การแก้ไขรูปภาพอัจฉริยะ และการเขียนข้อความอัตโนมัติ โดยโมเดลที่กลั่นกรองแล้วจะถูกปรับแต่งเพิ่มเติม (Fine-Tuning) ด้วยข้อมูลเฉพาะของแอปเปิล เพื่อให้เข้ากับระบบนิเวศ iOS, iPadOS และ macOS
กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความเป็นส่วนตัวที่แอปเปิลยึดมั่นมาตลอด แต่ยังลดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน API ภายนอก ซึ่งอาจสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี หากพึ่งพา OpenAI หรือกูเกิลอย่างเดียว นอกจากนี้ การมีสิทธิ์เข้าถึง Gemini ยังช่วยให้แอปเปิลหลีกเลี่ยงการพึ่งพาโมเดลเดียว โดยสามารถสลับไปมาระหว่าง Gemini Pro, Flash หรือแม้แต่โมเดลอนาคตอย่าง Gemini 2.0 ได้อย่างยืดหยุ่น
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ทีม AI ของแอปเปิลได้เริ่มใช้งาน Vertex AI มาตั้งแต่ต้นปี 2024 โดยมีวิศวกรจากกูเกิลเข้ามาช่วยเหลือในบางส่วน ข้อตกลงนี้ขยายจากเดิมที่แอปเปิลเข้าถึง Gemini เพียงบางส่วน กลายเป็นการเข้าถึงเต็มรูปแบบ ทำให้แอปเปิลสามารถดึงข้อมูลการฝึกและผลลัพธ์ได้โดยตรง สิ่งนี้ยกระดับความสามารถของโมเดลบนอุปกรณ์ โดยเฉพาะใน iPhone 15 Pro และรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับ Apple Intelligence
อย่างไรก็ตาม แอปเปิลยังคงรักษากลยุทธ์ “ไฮบริด” โดยใช้โมเดลบนอุปกรณ์สำหรับงานพื้นฐาน และส่งงานหนักไปยังพันธมิตร เช่น ChatGPT สำหรับการสนทนาที่ซับซ้อน หรือ Gemini สำหรับงานมัลติโมดัล (Multimodal) เช่น การวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ การ Distillation ยังช่วยให้แอปเปิลสร้าง “Foundation Models” ขนาดเล็กที่เป็นฐานสำหรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคต เช่น การแปลภาษาแบบเรียลไทม์หรือการช่วยเหลือในการเขียนโค้ด
ในภาพรวม กลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแอปเปิลในการสร้าง AI ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยผสานจุดแข็งของพันธมิตรเข้ากับนวัตกรรมชิปและซอฟต์แวร์ของตนเอง แม้จะไม่มีการฝึกโมเดลยักษ์ใหญ่ด้วยตัวเอง แต่การใช้ Distillation ทำให้แอปเปิลแข่งขันได้ในตลาด AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ข่าวนี้ยังจุดประกายให้บริษัทอื่นๆ พิจารณาโมเดลธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในยุคที่ต้นทุนการฝึก AI พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
การพัฒนานี้คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนใน iOS 18 ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกันยายน 2024 โดย Apple Intelligence จะขยายไปยังอุปกรณ์มากขึ้น รวมถึง iPhone 16 Series ที่กำลังจะเปิดตัว สุดท้ายแล้ว สิทธิ์เข้าถึง Gemini ไม่เพียงเป็นชัยชนะทางการค้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การพึ่งพาตนเองในด้าน AI บนอุปกรณ์สำหรับแอปเปิล
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)