แอปเปิลหันพึ่งเจมีไนของกูเกิล เนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของเซิร์ฟสะสมมากเกินรับมือ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แอปเปิลกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่กับผู้ช่วยดิจิทัลหลักอย่างเซิร์ฟ (Siri) ซึ่งติดค้างกับปัญหาหนี้ทางเทคนิค (technical debt) ที่สะสมมานานนับสิบปี ล่าสุด มีรายงานจาก Bloomberg ว่า แอปเปิลตัดสินใจนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เจมีไน (Gemini) ของกูเกิลมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความสามารถของเซิร์ฟในระบบปฏิบัติการ iOS 18 โดยเฉพาะเวอร์ชัน iOS 18.4 ที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงต้นปี 2568
หนี้ทางเทคนิคของเซิร์ฟเกิดจากการพัฒนาที่ขาดความสอดคล้องกันตลอดช่วงเวลากว่า 13 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2554 เซิร์ฟถูกสร้างขึ้นบนฐานโครงสร้างที่ซับซ้อน ประกอบด้วยเฟรมเวิร์กหลายชุดที่พัฒนาขึ้นในช่วงเวลาต่างกัน ส่งผลให้การอัปเดตหรือปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่กลายเป็นภาระหนักหน่วง นักพัฒนาของแอปเปิลต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการทดสอบและแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ระหว่างส่วนประกอบเหล่านี้ ขณะที่คู่แข่งอย่างกูเกิลและโอเพ่นเอไอ (OpenAI) ก้าวล้ำไปไกลด้วยโมเดล AI ที่ทันสมัยและยืดหยุ่นมากกว่า
รายงานระบุว่า แอปเปิลได้พิจารณาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเองภายในบริษัท แต่พบว่ายังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานจริงในระดับที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการประมวลผลข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลและการตอบสนองแบบเรียลไทม์ จึงเลือกหันไปพึ่งพาพันธมิตรภายนอก เริ่มจาก ChatGPT ของโอเพ่นเอไอใน iOS 18 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 และล่าสุดคือเจมีไนของกูเกิล ซึ่งจะถูกนำมาใช้สำหรับฟีเจอร์ขั้นสูงบางส่วนของเซิร์ฟ เช่น การจัดการงานที่ซับซ้อน การสรุปเนื้อหา และการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
การผสานรวมเจมีไนเข้ากับเซิร์ฟจะดำเนินการผ่านระบบ Private Cloud Compute ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ส่วนตัวของแอปเปิลที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ โดยข้อมูลจะไม่ถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลโดยตรง แต่ประมวลผลในเซิร์ฟเวอร์ของแอปเปิลเอง ซึ่งติดตั้งชิป Apple Silicon ที่ปรับแต่งสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ นอกจากนี้ แอปเปิลยังคงยึดมั่นนโยบาย “Apple Intelligence” ที่เน้นการประมวลผลบนอุปกรณ์ (on-device) ให้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาคลาวด์ภายนอกและเสริมความปลอดภัยข้อมูล
ปัญหาหนี้ทางเทคนิคของเซิร์ฟไม่ใช่เรื่องใหม่ แหล่งข่าวภายในแอปเปิลเปิดเผยว่า ทีมพัฒนาเซิร์ฟต้องเผชิญกับโค้ดเก่าที่กระจัดกระจาย ทำให้การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เช่น การสนทนาต่อเนื่องหรือการเข้าใจบริบทที่ซับซ้อน ทำได้ช้ามาก ในทางตรงกันข้าม เจมีไน 2.0 ซึ่งกูเกิลเพิ่งเปิดตัว มีความสามารถในการประมวลผลมัลติโมดัล (multimodal) ที่รองรับทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ ทำให้เหมาะสมสำหรับการยกระดับเซิร์ฟให้แข่งขันได้กับ Google Assistant หรือ Gemini Live
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของแอปเปิลในการเร่งพัฒนา AI โดยผสมผสานจุดแข็งของตัวเองกับพันธมิตรชั้นนำ ขณะที่บริษัทกำลังลงทุนมหาศาลในการพัฒนาโมเดล AI เอง เช่น Ajax และ Apple Foundation Models (AFM) ซึ่งคาดว่าจะพร้อมใช้งานในอนาคตอันใกล้ แต่ในระยะสั้น การนำเจมีไนมาใช้ช่วยให้แอปเปิลสามารถส่งมอบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอการรีเฟคเตอร์ (refactor) โครงสร้างเซิร์ฟทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาโมเดลภายนอกยังคงจุดประกายข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีของแอปเปิล โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ iPhone ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แอปเปิลต้องเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบท้องถิ่นที่ห้ามใช้โมเดล AI จากสหรัฐฯ ทำให้ต้องหันไปใช้โมเดลท้องถิ่นอย่าง Baidu Ernie หรือ Alibaba Qwen สำหรับผู้ใช้ในภูมิภาคนั้น
นอกจากนี้ Bloomberg ยังรายงานว่า แอปเปิลกำลังเจรจากับผู้ให้บริการ AI อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มตัวเลือก เช่น Anthropic และ xAI ซึ่งจะช่วยให้เซิร์ฟสามารถสลับโมเดลได้ตามความเหมาะสมของงานแต่ละประเภท สิ่งนี้จะทำให้เซิร์ฟกลายเป็น “ตัวกลาง” ที่ชาญฉลาดในการเรียกใช้โมเดล AI ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์
ในภาพรวม การหันมาใช้เจมีไนถือเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับแอปเปิล เพื่อหลีกเลี่ยงการตามหลังคู่แข่งในสงคราม AI ที่ดุเดือด แม้จะต้องยอมรับหนี้ทางเทคนิคที่สะสมมานาน แต่แอปเปิลก็กำลังวางรากฐานสำหรับอนาคตที่เซิร์ฟจะกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับจุดแข็งด้านความเป็นส่วนตัวและฮาร์ดแวร์ที่เหนือชั้น
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)