ไมโครซอฟต์ปลดหัวหน้าสำนักงานอิสราเอล หลังรายงานว่า Azure แอบขับเคลื่อน AI ทหารกำหนดเป้าหมายในกาซา

ไมโครซอฟต์ปลดผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาในอิสราเอล หลังรายงานเผยว่า Azure สนับสนุนระบบ AI ทหารกำหนดเป้าหมายในกาซาแบบลับๆ

ไมโครซอฟต์ได้ดำเนินการปลดนายอามีร์ เชวาต (Amir Shevat) ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในอิสราเอล หลังจากมีรายงานเปิดเผยว่า บริการคลาวด์ Azure ของบริษัทถูกนำไปใช้สนับสนุนระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของกองทัพอิสราเอลในการกำหนดเป้าหมายทางทหารในฉนวนกาซาแบบไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

รายงานดังกล่าวมาจากสื่ออิสราเอลอย่าง +972 Magazine และ Local Call ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤศจภาคม โดยระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้พัฒนาระบบ AI ชื่อ “Lavender” และ “Where’s Daddy?” ซึ่งอาศัยพลังประมวลผลจาก Azure ของไมโครซอฟต์ ระบบ Lavender ถูกออกแบบมาเพื่อระบุเป้าหมายที่เป็นผู้ต้องสงสัยในกลุ่มฮามาส โดยใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 37,000 ราย ในขณะที่ระบบ “Where’s Daddy?” จะติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้เพื่อกำหนดตำแหน่งบ้านพักของพวกเขา เพื่อให้สามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ

การเปิดเผยครั้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างหนักในเรื่องจริยธรรมและความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่อย่างดุเดือด รายงานระบุว่าระบบเหล่านี้ช่วยให้กองทัพอิสราเอลสามารถดำเนินการโจมตีได้ในอัตราที่สูงขึ้น โดยลดการตรวจสอบจากมนุษย์ลงเหลือเพียงไม่กี่วินาทีต่อเป้าหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดและการสูญเสียชีวิตพลเรือนจำนวนมาก

ไมโครซอฟต์ยืนยันการจากไปของนายเชวาตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจภายในองค์กร แต่บริษัทปฏิเสธที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้โดยตรงกับรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในบริษัทที่ไม่เปิดเผยชื่อบอกกับ The Decoder ว่าการปลดตำแหน่งนี้เกิดขึ้นหลังจากรายงานของ +972 Magazine และ Local Call ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง นายเชวาตซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ R&D ในอิสราเอลมาตั้งแต่ปี 2565 มีบทบาทสำคัญในการขยายการลงทุนของไมโครซอฟต์ในอิสราเอล โดยบริษัทมีพนักงานกว่า 2,500 คนในประเทศนี้

ประวัติศาสตร์ของไมโครซอฟต์ในด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีทางทหารของอิสราเอลนั้นยาวนาน โดยบริษัทได้ลงนามในสัญญากับกระทรวงกลาโหมอิสราเอลมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 เพื่อจัดหาเทคโนโลยีคลาวด์ Azure นอกจากนี้ ไมโครซอฟต์ยังมีส่วนร่วมในโครงการ JEDI (Joint Enterprise Defense Infrastructure) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งถูกยกเลิกไปในภายหลังเนื่องจากข้อพิพาทด้านการประมูล

ในแง่ของนโยบาย ไมโครซอฟต์มีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งาน Azure ในด้านการทหาร โดยบริษัทระบุว่ามีมาตรการป้องกัน (safeguards) เพื่อป้องกันการนำบริการไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เอกสารนโยบายของบริษัทระบุเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์สงครามหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรการเหล่านี้อาจไม่ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นจุดที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวและองค์กรสิทธิมนุษยชน

การเปิดเผยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมโครซอฟต์เผชิญแรงกดดันจากพนักงานและสาธารณชน ในปี 2566 พนักงานหลายสิบคนของบริษัทได้ประท้วงต่อต้านการสนับสนุนเทคโนโลยีทางทหารของอิสราเอล โดยเรียกร้องให้บริษัทยุติสัญญากับกองทัพ นอกจากนี้ ในเดือนเมษายนปีนี้ Google ซึ่งเป็นคู่แข่ง ก็เผชิญวิกฤตคล้ายกันเมื่อพนักงานลาออกจำนวนมากเพื่อประท้วงโครงการ AI ทางทหาร Project Nimbus ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและจริยธรรม AI ชี้ว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความท้าทายที่บริษัทเทคโนโลยีเผชิญในการรักษาสมดุลระหว่างผลกำไรทางธุรกิจและความรับผิดชอบทางสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติมากขึ้น รายงานของ +972 Magazine ระบุว่ากองทัพอิสราเอลยอมรับการใช้งานระบบ Lavender แต่ยืนยันว่ามีการตรวจสอบจากมนุษย์เพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าวอ้างแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง Unit 8200 ว่าการตรวจสอบดังกล่าวมีประสิทธิภาพต่ำ โดยยอมรับอัตราความผิดพลาดสูงถึง 10% ในช่วงแรกของการรบ

การตอบสนองของไมโครซอฟต์ต่อรายงานนี้ยังคงคลุมเครือ โดยบริษัทยืนยันว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและปฏิบัติตามนโยบายของตน แต่ยังไม่มีการประกาศมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกต่อการใช้ AI ในความขัดแย้ง โดยองค์กรอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ได้เรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีถอนตัวจากการสนับสนุนระบบที่อาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

กรณีของไมโครซอฟต์สะท้อนถึงแนวโน้มที่ใหญ่กว่าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทขนาดยักษ์หลายแห่งกำลังขยายการมีส่วนร่วมในภาคป้องกันประเทศ ท่ามกลางรายได้จากสัญญาทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการต่อต้านจากภายในกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้บริหารต้องเผชิญ

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)