CEO DeepMind Hassabis ระบุ AGI จะพัดถล่มดุจการปฏิวัติอุตสาหกรรม 10 ครั้ง บีบอัดในทศวรรษเดียว

ดีมิส ฮาสซาบิส ซีอีโอของ DeepMind ระบุว่า AGI จะมาถึงราวกับ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมสิบครั้ง บีบอัดไว้ในทศวรรษเดียว”

ในการเสวนาที่เวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ประจำปี 2567 ณ เมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดีมิส ฮาสซาบิส ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google DeepMind ได้เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence: AGI) โดยคาดการณ์ว่ามันจะมาถึงภายใน 5-10 ปีข้างหน้า และผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่าที่คาดคิด

ฮาสซาบิสเปรียบเทียบการมาถึงของ AGI ว่า “นี่จะเหมือนกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมสิบครั้งที่ถูกบีบอัดไว้ในทศวรรษเดียว” เขาย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะรวดเร็วและลึกซึ้งกว่าปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 ซึ่งใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะแผ่ขยายไปทั่วโลก ในขณะที่ AGI จะเร่งกระบวนการดังกล่าวให้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ปี

การคาดการณ์ไทม์ไลน์ของ AGI

ฮาสซาบิส ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาและผู้พัฒนาเกมชื่อดังอย่าง Theme Park กล่าวว่า “เราอาจจะอยู่ห่างจาก AGI เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น” เขาชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าล่าสุดในโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) และโมเดลการให้เหตุผล (Reasoning Models) ที่ DeepMind และทีมงานได้พัฒนาขึ้น เช่น Gemini ซึ่งเป็นโมเดลหลายรูปแบบ (Multimodal Model) ที่สามารถประมวลผลข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามคำกล่าวของเขา ความสามารถในการให้เหตุผลเชิงลึก (Deep Reasoning) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยโมเดลปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับ Olympiad ได้ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันจะสามารถจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การออกแบบยาใหม่หรือการจำลองสภาพอากาศที่แม่นยำ

ความสำเร็จของ DeepMind ในปัจจุบัน

DeepMind ได้สร้างชื่อเสียงจากนวัตกรรมหลายชิ้นที่เปลี่ยนแปลงวงการ เช่น AlphaFold ซึ่งได้รับรางวัล Nobel สาขาเคมีในปี 2566 จากการทำนายโครงสร้างโปรตีนได้อย่างแม่นยำเกือบ 100% สิ่งนี้ช่วยเร่งการวิจัยทางการแพทย์และชีววิทยาให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ยังมี AlphaGo ที่เอาชนะแชมป์โลกโกะในปี 2559 และงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ Gemini Nano ซึ่งทำงานบนอุปกรณ์มือถือได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ฮาสซาบิสเน้นย้ำว่า AGI ไม่ใช่แค่การขยายขนาดโมเดลให้ใหญ่ขึ้น แต่ต้องมี “สติปัญญาทั่วไป” ที่สามารถถ่ายโอนความรู้ไปยังงานใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึกฝนใหม่ทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความสามารถของมนุษย์

ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

การมาถึงของ AGI จะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคม ฮาสซาบิสเตือนว่ามันจะสร้าง “การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวง” โดยเฉพาะในด้านการผลิต การแพทย์ การศึกษา และการเงิน ตัวอย่างเช่น AGI อาจช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการออกแบบวัสดุใหม่ที่กักเก็บคาร์บอนได้ดีขึ้น หรือพัฒนายารักษาโรคที่หายาก

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าผลกระทบเชิงลบก็มี เช่น การตกงานจำนวนมากในอาชีพที่ใช้แรงงานซ้ำๆ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหาก AGI ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ฮาสซาบิสเรียกร้องให้รัฐบาล บริษัท และนักวิจัยร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบความปลอดภัย (Safety Systems) และการจัดแนว (Alignment) เพื่อให้ AGI สอดคล้องกับค่านิยมของมนุษยชาติ

การเตรียมพร้อมสำหรับยุค AGI

ในฐานะผู้นำด้าน AI ฮาสซาบิสเชื่อว่ามนุษย์ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Centers) พลังงานสะอาด และกฎระเบียบที่ชัดเจน เขาเปรียบ AGI ว่าเป็น “ดาบสองคม” ที่สามารถนำพามนุษยชาติไปสู่ยุคทองได้ หากจัดการอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการแข่งขันระหว่างบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น OpenAI, Anthropic และ xAI ที่กำลังเร่งพัฒนาโมเดล AGI ซึ่งอาจนำไปสู่ “การแข่งขันที่ดุเดือด” แต่ DeepMind มีข้อได้เปรียบจากทรัพยากรของ Google และทีมนักวิจัยชั้นนำ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ

ในงานเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็แสดงมุมมองคล้ายคลึงกัน เช่น แซม อัลต์แมน จาก OpenAI ที่คาดการณ์ AGI ภายใน 5 ปี และการเปลี่ยนแปลงที่ “มหาศาล” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางราย เช่น Yann LeCun จาก Meta ยังสงสัยในไทม์ไลน์ที่รวดเร็วนี้ แต่ฮาสซาบิสยืนยันด้วยหลักฐานจากความก้าวหน้าทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

สรุปแล้ว คำกล่าวของฮาสซาบิสสะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของ AI ที่จะพลิกโฉมโลกภายในทศวรรษหน้า โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับ “คลื่นยักษ์” นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)