ChatGPT ตอนนี้ติดตามผู้ใช้สำหรับโฆษณาโดยค่าเริ่มต้น เนื่องจาก OpenAI มองหารายได้ใหม่

ChatGPT เริ่มติดตามพฤติกรรมผู้ใช้เพื่อโฆษณาแบบเฉพาะบุคคลโดยค่าเริ่มต้น ขณะที่ OpenAI มองหาแหล่งรายได้ใหม่

OpenAI ผู้พัฒนาแชทบอทชื่อดัง ChatGPT ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความเป็นส่วนตัว โดยเปิดใช้งานการติดตามข้อมูลผู้ใช้เพื่อแสดงโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล (personalized ads) โดยค่าเริ่มต้นแล้ว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วโลก

ตามประกาศล่าสุดจาก OpenAI ฟีเจอร์ชื่อ “Improve the relevance of ads you see on OpenAI services” ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถใช้ข้อมูลจากการสนทนาใน ChatGPT เพื่อปรับแต่งโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ ได้ถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติสำหรับบัญชีผู้ใช้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัญชีฟรีหรือบัญชีสมัครสมาชิกแบบ Plus/Pro ที่มีผู้ใช้รายสัปดาห์มากกว่า 200 ล้านราย

ก่อนหน้านี้ ฟีเจอร์นี้ถูกตั้งค่าเป็น “ปิดโดยค่าเริ่มต้น” (opt-out) โดยเฉพาะในภูมิภาคที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบคุกกี้ที่เข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป (EU) สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร (UK) ผู้ใช้ในพื้นที่เหล่านี้ต้องเลือกยอมรับการติดตามข้อมูลด้วยตนเอง แต่ OpenAI ได้ปรับนโยบายใหม่ให้เปิดใช้งานทันทีที่ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ โดยผู้ใช้สามารถยกเลิกได้เองผ่านการตั้งค่า

กระบวนการติดตามข้อมูลและการใช้งานโฆษณา

OpenAI อธิบายในบล็อกโพสต์อย่างเป็นทางการว่า ข้อมูลที่ถูกเก็บรวมถึงประวัติการสนทนา (chat history) จุดประสงค์การใช้งาน (usage purpose) และข้อมูลการโต้ตอบกับบริการของบริษัท จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อเพิ่มความเกี่ยวข้องของโฆษณาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม OpenAI เช่น ในผลการค้นหาของ ChatGPT Search หรือบริการอื่นๆ ที่กำลังพัฒนา

ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เพื่อฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ OpenAI โดยตรง แต่จะถูกส่งไปยังพันธมิตรโฆษณาภายนอกเพื่อการกำหนดเป้าหมายโฆษณา (ad targeting) ซึ่งช่วยให้โฆษณามีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ OpenAI ยังยืนยันว่าจะไม่แบ่งปันข้อมูลการสนทนาโดยตรงกับบุคคลที่สาม แต่จะใช้เฉพาะข้อมูลที่ถูกทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (de-identified data)

ผู้ใช้สามารถจัดการการตั้งค่านี้ได้โดยเข้าสู่ส่วน “Settings & Beta” > “Personalization” > “Manage” และยกเลิกการเลือก “Improve the relevance of ads” สำหรับผู้ใช้ใน EU/EEA/UK สามารถใช้สิทธิ์ภายใต้ GDPR เพื่อขอเข้าถึง ลบ หรือคัดค้านการประมวลผลข้อมูลได้เช่นกัน

พื้นหลังด้านรายได้และกลยุทธ์ของ OpenAI

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านรายได้ของ OpenAI ซึ่งมีต้นทุนการดำเนินงานสูงลิ่วจากโครงสร้างพื้นฐาน GPU และการพัฒนาโมเดล AI ขณะที่รายได้หลักยังคงมาจากการสมัครสมาชิก ChatGPT Plus/Pro ในราคา 20 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Enterprise สำหรับองค์กร

ChatGPT มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ แต่สัดส่วนผู้สมัครสมาชิกยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับผู้ใช้ฟรี OpenAI จึงหันมาใช้โฆษณาเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ โดยเริ่มทดสอบโฆษณาใน ChatGPT Search ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และขยายไปยังบริการอื่นๆ เช่น Sora สำหรับวิดีโอสร้างสรรค์

ผู้บริหาร OpenAI เช่น Sam Altman CEO ยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความท้าทายในการทำกำไร โดย Altman เคยระบุว่าต้นทุนการรันโมเดล GPT-4 สูงถึง 700,000 ดอลลาร์ต่อวันในช่วงแรก การเปิดโฆษณาแบบเฉพาะบุคคลจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงรายได้ นอกเหนือจากการขาย API และพันธมิตรกับ Microsoft

ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบต่อผู้ใช้

การติดตามข้อมูลโดยค่าเริ่มต้นก่อให้เกิดข้อกังวลจากนักกิจกรรมด้านความเป็นส่วนตัวและผู้ควบคุมข้อมูล เช่น Electronic Frontier Foundation (EFF) ซึ่งเตือนว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อาจละเลยการตั้งค่า ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ในอดีต OpenAI เคยถูกวิจารณ์เรื่องการฝึกโมเดลด้วยข้อมูลผู้ใช้โดยไม่แจ้งล่วงหน้า จนต้องเพิ่มตัวเลือก “Temporary Chat” เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บข้อมูล นโยบายใหม่นี้จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่แบ่งปันข้อมูล敏感 เช่น ข้อมูลทางการแพทย์หรือธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ยืนยันว่าข้อมูลจะถูกปกป้องตามมาตรฐานสูงสุด และผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดหรือลบประวัติการสนทนาได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ บริษัทยังมีนโยบายไม่ใช้ข้อมูลจากผู้ใช้ API หรือ Enterprise ในการฝึกโมเดล

เปรียบเทียบกับคู่แข่งและแนวโน้มอุตสาหกรรม

การเคลื่อนไหวของ OpenAI สอดคล้องกับแนวโน้มในอุตสาหกรรม AI ที่บริษัทต่างๆ เช่น Google กับ Gemini และ Anthropic กับ Claude กำลังสำรวจโมเดลโฆษณาเพื่อชดเชยต้นทุนสูง Google ใช้ข้อมูลค้นหาเพื่อโฆษณาอยู่แล้ว ขณะที่ OpenAI ซึ่งไม่มีฐานข้อมูลค้นหาแบบดั้งเดิม ต้องพึ่งพาการสนทนาของผู้ใช้

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า โฆษณาใน AI chatbot จะกลายเป็นมาตรฐาน โดยอาจสร้างรายได้พันล้านดอลลาร์ในอนาคต แต่ต้องเผชิญกฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น EU AI Act ซึ่งกำหนดให้แจ้งผู้ใช้ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเพื่อโฆษณา

สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ธุรกิจ

สำหรับผู้ใช้ธุรกิจที่ใช้ ChatGPT ในองค์กร แนะนำให้ตรวจสอบการตั้งค่าทันที โดยเฉพาะบัญชี Enterprise ที่มีตัวเลือกควบคุมข้อมูลแยกต่างหาก การยกเลิกการติดตามโฆษณาจะช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูล แต่ผู้ใช้ควรชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกจากโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว

OpenAI ยังคงเป็นผู้นำในตลาด AI แต่การพึ่งพาโฆษณาจะทดสอบความไว้วางใจจากผู้ใช้ หากจัดการไม่ดี อาจกระทบต่อการเติบโตในระยะยาว ผู้ใช้ควรติดตามการอัปเดตจาก OpenAI อย่างใกล้ชิด

(จำนวนคำประมาณ 750 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)