ผู้ก่อตั้ง Convogo เข้าร่วม OpenAI เพื่อลดช่องว่างระหว่างศักยภาพ AI กับการใช้งานจริง

ผู้ก่อตั้ง Convogo เข้าร่วม OpenAI เพื่อยกระดับช่องว่างระหว่างศักยภาพ AI กับการใช้งานจริง

ในวันที่ 17 กันยายน 2567 Noam Shazeer และ Daniel De Freitas ผู้ก่อตั้ง Convogo ได้ประกาศเข้าร่วมทีม OpenAI เพื่อมุ่งพัฒนา AI เอเจนต์ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในองค์กรธุรกิจ โดยทั้งคู่ตั้งเป้าที่จะลดช่องว่างระหว่างศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง Convogo ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ได้รับเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 17.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนักลงทุนชั้นนำอย่าง Andreessen Horowitz, Sequoia Capital และ Thrive Capital

Noam Shazeer ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการ AI โดยมีประวัติการทำงานอันโดดเด่น เขาเคยเป็นนักวิจัยหลักในการพัฒนา Transformer ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมพื้นฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) ระหว่างทำงานที่ Google Brain นอกจากนี้ Shazeer ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Character.AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแชทบอทที่ได้รับความนิยมสูง ก่อนหน้าที่จะลาออกจาก Character.AI เพื่อก่อตั้ง Convogo ร่วมกับ De Freitas ซึ่งมีประสบการณ์คล้ายกันจากการทำงานที่ Google

Daniel De Freitas เองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่มีผลงานเด่น โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดลภาษาและระบบเอเจนต์อัจฉริยะ Convogo ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้าง “AI เอเจนต์” (Agentic AI) สำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจาก AI ทั่วไปที่มุ่งเน้นการสนทนาหรือสร้างเนื้อหา Convogo มุ่งพัฒนาเอเจนต์ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระ เช่น การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ธุรกิจ และการดำเนินกระบวนการอัตโนมัติ โดยอาศัยโมเดลภาษาขนาดใหญ่เป็นแกนหลัก

การเข้าร่วม OpenAI ของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจในเทคโนโลยี AI เอเจนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น OpenAI ซึ่งนำโดย Sam Altman ได้แสดงความยินดีต่อการเข้าร่วมครั้งนี้ โดย Altman โพสต์ใน X (เดิมชื่อ Twitter) ว่า “เราตื่นเต้นมากที่ Noam และ Daniel จะมาร่วมทีม พวกเขาจะช่วยเราสร้าง AGI (Artificial General Intelligence) ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน” การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังบุคลากรชั้นนำ เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในองค์กรขนาดใหญ่

Convogo ก่อนหน้านี้ได้ระดมทุนรอบ Seed จากนักลงทุนชั้นนำ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของทีมผู้ก่อตั้ง Shazeer เคยให้สัมภาษณ์กับ The Decoder ว่า Convogo มุ่งแก้ปัญหาหลักของ AI ในปัจจุบัน คือ “ช่องว่างระหว่างศักยภาพกับการใช้งานจริง” โดย AI ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในขั้นตอนทดลองหรือสร้างสรรค์เนื้อหา แต่ขาดความสามารถในการดำเนินงานที่ซับซ้อน เช่น การจัดการโครงการธุรกิจหรือการโต้ตอบกับระบบองค์กร

OpenAI กำลังขยายทีมเพื่อแข่งขันในตลาด AI เอเจนต์ โดยมีผลิตภัณฑ์อย่าง GPT-4o และ o1 ที่เริ่มแสดงศักยภาพด้านการใช้เหตุผลและการวางแผน การเข้าร่วมของ Shazeer และ De Freitas จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในด้านนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาเอเจนต์ที่สามารถทำงานต่อเนื่องหลายขั้นตอน (multi-step tasks) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ

ทั้งคู่จะทำงานภายใต้ทีม AGI ของ OpenAI ซึ่งมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ Convogo เองยังคงดำเนินงานต่อไปภายใต้ทีมเดิม แต่ผู้ก่อตั้งหลักได้ย้ายไป OpenAI แล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Shazeer ลาออกจาก Character.AI ซึ่งเคยมีมูลค่าบริษัทกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาไม่กี่เดือน

ในบริบทกว้างขึ้น การพัฒนา AI เอเจนต์กำลังกลายเป็นเทรนด์หลักในอุตสาหกรรม โดยบริษัทอย่าง Anthropic, Google DeepMind และ Adept กำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายคลึง Convogo เดิมทีมุ่งเน้นตลาดองค์กร โดยหวังให้ AI สามารถแทนที่งาน routine ในธุรกิจ เช่น การตอบอีเมล การสรุปประชุม หรือการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า Shazeer เน้นย้ำว่า “เราต้องการ AI ที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่พูดคุยเก่ง”

Sam Altman ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การมีบุคลากรอย่าง Shazeer ซึ่งมีประสบการณ์พัฒนาโมเดลระดับโลก จะช่วย OpenAI ก้าวไปสู่เป้าหมาย AGI ได้เร็วขึ้น OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนและคู่แข่งในการพิสูสูจน์คุณค่าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะหลังจากที่มีการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ข้อมูล GPU

การเข้าร่วมครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มในวงการ AI ที่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำมักย้ายทีมเพื่อรวมพลังกับแพลตฟอร์มใหญ่ Shazeer ซึ่งเคยปฏิเสธข้อเสนอจาก OpenAI ในอดีต ตอนนี้เลือกที่จะร่วมงานเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ร่วมกัน De Freitas ก็มีบทบาทสำคัญในการออกแบบระบบเอเจนต์ที่ scalable สำหรับองค์กร

สุดท้าย การย้ายครั้งนี้คาดว่าจะเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของ OpenAI เช่น Custom GPTs ที่มีศักยภาพสูงขึ้น หรือเอเจนต์เฉพาะทางสำหรับธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง hype ของ AI กับการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)