บริษัทลูก DeployCo ของ OpenAI ยึดกลยุทธ์ Palantir สร้างคูเมืองจากกระบวนการทำงานที่ห้องปฏิบัติการใดๆ ไม่สามารถจำลองได้
OpenAI ผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวสู่การขยายธุรกิจด้วยการเปิดตัวบริษัทลูกชื่อ DeployCo ซึ่งมุ่งเน้นการนำเสนอบริการติดตั้งและปรับใช้โมเดล AI ในองค์กรขนาดใหญ่ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจาก Palantir Technologies บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง “คูเมือง” (moat) ทางธุรกิจผ่านกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและไม่สามารถคัดลอกได้ง่าย DeployCo จึงถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบ playbook นี้ โดยมุ่งสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนในตลาดการใช้งาน AI ระดับองค์กร
Palantir ได้พิสูจน์แล้วว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง โดยบริษัทนี้เริ่มต้นจากการให้บริการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลแก่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น CIA และต่อยอดสู่ภาคเอกชน Palantir สร้างคูเมืองด้วยการรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เข้ากับกระบวนการทำงานเฉพาะทางของลูกค้า เช่น การวางแผนโลจิสติกส์ การตรวจจับภัยคุกคาม หรือการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การขายซอฟต์แวร์ แต่เป็นการสร้างระบบ workflow ที่ปรับแต่งให้เข้ากับข้อมูลลับและบริบทธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย ทำให้คู่แข่งยากที่จะเลียนแบบ แม้แต่ในห้องปฏิบัติการขั้นสูงก็ตาม ผลลัพธ์คือ ลูกค้าของ Palantir ติดหนึบกับแพลตฟอร์มนี้ เนื่องจากต้นทุนในการเปลี่ยนผู้ให้บริการสูงมาก
Sam Altman ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ OpenAI ได้กล่าวถึงแนวทางนี้ในบทสัมภาษณ์หลายครั้ง โดยเน้นย้ำว่า “อนาคตของ AI ไม่ใช่แค่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (large language models) แต่คือการนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กร” DeployCo จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้ บริษัทลูกนี้จะรับผิดชอบการติดตั้งโมเดล AI ของ OpenAI เช่น GPT-4o หรือโมเดลรุ่นใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมของลูกค้า企業 โดยไม่ใช่การขายโมเดลสำเร็จรูป แต่เป็นการสร้าง workflow แบบ end-to-end ที่ผสานรวมกับข้อมูลภายในองค์กร
กระบวนการหลักของ DeployCo เริ่มจากการ fine-tune โมเดล AI ให้เหมาะสมกับข้อมูลเฉพาะของลูกค้า เช่น ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการผลิต หรือข้อมูลลูกค้าที่เป็นความลับ จากนั้นจึง integrate เข้ากับระบบ legacy ที่มีอยู่ เช่น ERP, CRM หรือฐานข้อมูลภายใน สิ่งสำคัญคือการสร้าง “agentic workflows” ซึ่ง AI สามารถตัดสินใจและดำเนินการอัตโนมัติในกระบวนการธุรกิจจริง เช่น การอนุมัติสัญญา การพยากรณ์ยอดขาย หรือการตรวจสอบความเสี่ยง โดย workflow เหล่านี้ต้องผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงของลูกค้า ซึ่งห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถจำลองได้ เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลจริง ปริมาณมหาศาล และบริบททางธุรกิจที่ซับซ้อน
กลยุทธ์นี้คล้ายคลึงกับ Palantir อย่างมาก โดย Palantir ใช้ Foundry platform เพื่อสร้าง ontology (โครงสร้างข้อมูล) ที่เชื่อมโยงข้อมูลหลากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน สร้างมุมมอง 360 องศาสำหรับการตัดสินใจ DeployCo คาดว่าจะใช้เครื่องมือคล้ายกัน เช่น OpenAI’s enterprise offerings ที่รวม retrieval-augmented generation (RAG) และ custom agents เพื่อให้ AI เข้าถึงข้อมูลองค์กรได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่โมเดล AI ทั่วไปสามารถเทรนใหม่ได้ แต่ workflow ที่สร้างขึ้นจะกลายเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถโอนย้ายได้ง่าย เนื่องจากต้องปรับแต่งใหม่ทั้งหมดหากเปลี่ยนผู้ให้บริการ
ความสำเร็จของ Palantir เป็นบทเรียนสำคัญ โดยบริษัทนี้มีรายได้จากสัญญาระยะยาวกับลูกค้าองค์กรและรัฐบาล ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงตลาดหุ้นผันผวน OpenAI มองเห็นโอกาสนี้ โดย Altman ระบุว่าตลาด enterprise AI มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และ DeployCo จะช่วยให้ OpenAI ครองส่วนแบ่งตลาดก่อนคู่แข่งอย่าง Google, Anthropic หรือ xAI ที่ยังเน้นโมเดลพื้นฐานมากกว่าการใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่ เช่น การจัดการความปลอดภัยข้อมูล (data security) และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น GDPR หรือกฎหมาย AI ที่กำลังเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป DeployCo จึงต้องลงทุนใน infrastructure เช่น private cloud และ hardware accelerators เพื่อรองรับการ deploy ในองค์กรที่ต้องการ sovereignty ทางข้อมูล นอกจากนี้ การสร้างทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญ workflow-specific จะเป็นกุญแจสำคัญในการเลียนแบบ Palantir
ในที่สุด DeployCo ไม่เพียงช่วย OpenAI สร้างรายได้ recurring จากบริการ แต่ยังเสริมสร้างคูเมืองที่แข็งแกร่ง โดยเปลี่ยนจากผู้ให้บริการโมเดล AI สู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ขององค์กร กลยุทธ์นี้จะทำให้ OpenAI แตกต่างจากคู่แข่งที่มุ่งแต่ scale โมเดล โดยพิสูจน์ว่าความได้เปรียบที่แท้จริงมาจากการใช้งานที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Altman ที่ AI ต้อง “ใช้งานได้จริงในโลกใบนี้”
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)