“ดร. Google” มีปัญหา ChatGPT Health จะทำได้ดีกว่าไหม?

ดร.กูเกิลเผชิญปัญหามากมาย ChatGPT Health จะทำได้ดีกว่าหรือไม่

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังปฏิวัติวงการสุขภาพ การค้นหาข้อมูลทางการแพทย์ผ่านเครื่องมือดิจิทัลกลายเป็นพฤติกรรมทั่วไปของผู้คนจำนวนมาก “ดร.กูเกิล” ซึ่งหมายถึงการใช้เครื่องมือค้นหาของกูเกิลเพื่อวินิจฉัยอาการป่วย ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง แต่ก็มาพร้อมปัญหาสำคัญหลายประการ ตั้งแต่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปจนถึงความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ล่าสุด โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนา ChatGPT ได้เปิดตัว “ChatGPT Health” ซึ่งเป็นเวอร์ชันเฉพาะทางสำหรับคำถามด้านสุขภาพ โดยอ้างว่าสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของคู่แข่งอย่างกูเกิลได้ แต่คำถามสำคัญคือ มันจะทำได้จริงหรือไม่

กูเกิลเคยทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการพัฒนา AI สุขภาพ ผ่านโครงการอย่าง Google Health และ DeepMind โครงการ Nightingale ซึ่งร่วมมือกับโรงพยาบาลในสหรัฐฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยนับล้านราย ถูกวิจารณ์หนักจากปัญหาความเป็นส่วนตัว ข้อมูลถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดคดีความและการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ AI ทางการแพทย์ของกูเกิล เช่น Med-PaLM และ Med-Gemini มักเผชิญปัญหา “ภาพหลอน” (hallucinations) คือการให้ข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือแต่ผิดพลาด เช่น การวินิจฉัยมะเร็งจากภาพเอ็กซเรย์ผิด หรือแนะนำยาที่ไม่เหมาะสม รายงานจาก MIT Technology Review ชี้ว่า ในบททดสอบทางการแพทย์ AI ของกูเกิลทำคะแนนได้ดีในบางด้าน แต่ล้มเหลวในกรณีที่ซับซ้อน โดยเฉพาะโรคหายากหรืออาการที่คล้ายคลึงกัน

ตัวอย่างปัญหาที่ชัดเจนคือ Duplex for Health ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์อัตโนมัติเพื่อจองนัดแพทย์ แต่ผู้ใช้รายงานว่ามันเข้าใจบริบทผิดพลาด ส่งผลให้การสื่อสารกับสถานพยาบาลยุ่งเหยิง นายแพทย์หลายท่าน เช่น ดร.เอริค ท็อพเวล จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า “AI ของกูเกิลเก่งเรื่องข้อมูลจำนวนมาก แต่ขาดความเข้าใจเชิงลึกในบริบทมนุษย์” นอกจากนี้ กูเกิลยังถูกฟ้องร้องจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล สร้างความไม่ไว้วางใจในอุตสาหกรรม

ท่ามกลางความล้มเหลวเหล่านี้ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Health ในช่วงต้นปี 2026 โดยใช้โมเดล GPT-5 ที่ฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลทางการแพทย์ที่ผ่านการตรวจสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 คน ชุดข้อมูลนี้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น PubMed และแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทำให้ ChatGPT Health สามารถตอบคำถามได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยอ้างว่าลดอัตราการภาพหลอนลง 40% จากเวอร์ชันก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น เมื่อถามเกี่ยวกับอาการปวดท้อง ChatGPT Health จะแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทันที พร้อมอธิบายความเป็นไปได้ของโรคต่างๆ เช่น กรดไหลย้อนหรือนิ่วในไต โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การวินิจฉัยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงสงสัย นายแพทย์ซาร่า หลิว จากคณะแพทยศาสตร์ฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “แม้จะดีขึ้น แต่ AI ยังไม่สามารถแทนที่การตรวจร่างกายจริงได้” การทดสอบอิสระจากนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า ChatGPT Health ทำผิดพลาดใน 15% ของกรณีโรคผิวหนัง โดยสับสนระหว่างมะเร็งผิวหนังกับโรคผื่น นอกจากนี้ ประเด็นกฎระเบียบยังเป็นอุปสรรคใหญ่ OpenAI ยื่นขอการรับรองจาก FDA (สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ) แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติเต็มรูปแบบ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความรับผิดชอบ หากผู้ใช้ปฏิบัติตามคำแนะนำผิดพลาดและเกิดอันตราย ใครจะรับผิดชอบ? OpenAI อ้างว่ามีระบบ “guardrails” เพื่อเตือนผู้ใช้เสมอว่าไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจเชื่อถือมากเกินไป

เปรียบเทียบกับกูเกิล ChatGPT Health มีข้อได้เปรียบในด้านการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ผู้ใช้สามารถถามต่อเนื่องได้ เช่น “ถ้าฉันแพ้ยานี้ ทางเลือกคืออะไร?” และได้รับคำตอบที่ปรับให้เหมาะสม แต่กูเกิลมีจุดแข็งในข้อมูลเรียลไทม์จาก Google Search และการผสานกับอุปกรณ์อย่าง Fitbit รายงานจากนักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาด AI สุขภาพจะเติบโตเป็น 187 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดย OpenAI หวังชิงส่วนแบ่งจากกูเกิลที่เคยครองตลาด

ถึงกระนั้น ความท้าทายยังคงอยู่ AI สุขภาพต้องเผชิญกับปัญหาข้อมูลอคติ (bias) จากชุดฝึกที่เน้นประชากรผิวขาว ส่งผลให้วินิจฉัยโรคในกลุ่มชาติพันธุ์อื่นผิดพลาด นอกจากนี้ ความปลอดภัยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญ OpenAI สัญญาว่าจะไม่ใช้ข้อมูลผู้ใช้ในการฝึกโมเดล แต่ประวัติของกูเกิลทำให้เกิดความกังวล การบูรณาการกับระบบโรงพยาบาล เช่น Epic Systems อาจช่วยยกระดับ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี

ในท้ายที่สุด ChatGPT Health อาจเป็นก้าวสำคัญ แต่ไม่ใช่ทางออกสมบูรณ์ แพทย์อย่างดร.จอห์น สมิธ จาก Mayo Clinic ย้ำว่า “AI เป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่ดร.แทน” ผู้บริโภคควรใช้อย่างระมัดระวัง รอการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ AI สุขภาพกลายเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือจริงๆ

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)