ผู้ผลิตจำกัดขีดความสามารถ HEVC ของฮาร์ดแวร์สมัยใหม่อย่างไร
ในยุคที่เนื้อหาวิดีโอความละเอียดสูงกลายเป็นมาตรฐาน วิดีโอ 4K UHD และ HDR กำลังครองตลาด แต่ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคเผชิญคือ การถอดรหัสและเข้ารหัสวิดีโอ HEVC (H.265) ซึ่งเป็นมาตรฐานการบีบอัดที่ประสิทธิภาพสูง กลับถูกจำกัดโดยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เอง แม้ว่าชิปประมวลผลในอุปกรณ์สมัยใหม่อย่างทีวี สมาร์ทวอชช์บ็อกซ์ และเครื่องเล่น Blu-ray จะมีศักยภาพเพียงพอ แต่ผู้ผลิตกลับตั้งกำแพงจำกัดความสามารถเหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าลิขสิทธิ์สิทธิบัตรจำนวนมหาศาล
HEVC Advance คือกลุ่มสิทธิบัตรหลักที่ควบคุมเทคโนโลยี HEVC โดยเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ต่ออุปกรณ์ที่รองรับการถอดรหัสหรือเข้ารหัส โดยเฉพาะโปรไฟล์ขั้นสูงอย่าง Main10 (10-bit) ซึ่งจำเป็นสำหรับ HDR ค่าลิขสิทธิ์นี้สูงถึง 0.20 ดอลลาร์สหรัฐต่ออุปกรณ์สำหรับการถอดรหัส และสูงกว่านั้นสำหรับการเข้ารหัส ส่งผลให้ผู้ผลิตเลือกจำกัดฟีเจอร์ เช่น ถอดรหัสได้เฉพาะความละเอียด 1080p หรือโปรไฟล์ Main (8-bit) เท่านั้น แม้ฮาร์ดแวร์จะรองรับ 4K ได้
ตัวอย่างชัดเจนจากทีวีสมาร์ททีวีของ Sony Bravia รุ่น XR-55A80J ซึ่งใช้ชิป MediaTek MT5895 ที่รองรับ HEVC 10-bit 4K ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เฟิร์มแวร์ถูกตั้งค่าให้ถอดรหัส HEVC Main10 ได้แค่ 1080p เท่านั้น การทดสอบด้วยเครื่องมือ MediaInfo และ VLC ยืนยันว่าฮาร์ดแวร์สามารถถอดรหัส 4K HEVC ได้หากไม่ถูกจำกัด แต่ Sony เลือกบล็อกเพื่อหลีกเลี่ยงค่าลิขสิทธิ์ ในทางตรงกันข้าม LG C1 OLED ใช้ชิป Alpha 9 Gen4 ที่ถอดรหัส HEVC 4K ได้เต็มรูปแบบเพราะ LG จ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้ว
นอกเหนือจากทีวี สมาร์ทวอชช์บ็อกซ์อย่าง Nvidia Shield TV Pro (2019) ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน ชิป Tegra X1+ รองรับ HEVC Main10 แต่เวอร์ชันเฟิร์มแวร์เก่าถูกจำกัดที่ 1080p ต้องอัปเดต Plex หรือ Kodi ถึงจะปลดล็อก 4K ได้ แต่แม้กระนั้น Nvidia ยังคงจำกัดบางฟีเจอร์เพื่อควบคุมต้นทุน Amazon Fire TV Stick 4K Max ใช้ชิป Amlogic S905Y4 ที่ทรงพลัง แต่ถอดรหัส HEVC 10-bit ได้แค่ 1080p จนกว่าจะมีอัปเดต Google TV Streamer (รุ่น Chromecast with Google TV 4K) ใช้ Amlogic S905X4 ที่ถอดรหัส AV1 และ HEVC 4K ได้ แต่ถูกจำกัดโปรไฟล์ขั้นสูง
แม้แต่เครื่องเล่น Blu-ray ของ Panasonic รุ่น DP-UB820 ใช้ชิปที่รองรับ HEVC 4K แต่ถูกตั้งค่าให้ไม่ถอดรหัสไฟล์ MKV HEVC จาก USB แม้จะเล่นจากดิสก์ได้ ผู้ผลิตเหล่านี้มักใช้ข้ออ้างด้าน “ความเข้ากันได้” แต่สาเหตุหลักคือต้นทุนลิขสิทธิ์ที่ HEVC Advance เรียกเก็บ โดยรวมแล้ว ผู้ผลิตทีวีและสตรีมเมอร์กว่า 90% จำกัด HEVC 10-bit ที่ 1080p เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์ต่อปี
ในฝั่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ผู้ผลิตรวมถึง Intel AMD และ Nvidia ก็ทำเช่นเดียวกัน Intel Quick Sync Video ในชิป Tiger Lake (Gen 11) รองรับ HEVC 10-bit 4K แต่เวอร์ชันฟรีใน Windows ถูกจำกัด bitrate ต่ำ ต้องใช้ซอฟต์แวร์เสียเงินอย่าง HandBrake กับ Intel Media SDK ถึงจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพ AMD VCN ใน Ryzen 5000 รองรับ HEVC แต่เฟิร์มแวร์ GPU driver จำกัดที่ Main profile Nvidia NVENC ใน RTX 30 series ถอดรหัส HEVC ได้ดีแต่เข้ารหัส 10-bit ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่ม
การทดสอบจริงจากบทความชี้ให้เห็นว่าฮาร์ดแวร์เหล่านี้มีศักยภาพเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น ชิป Amlogic ใน Fire TV Stick สามารถถอดรหัส HEVC 4K 60fps 10-bit ได้ หากใช้เฟิร์มแวร์กำหนดเองผ่าน Android TV Kodi แต่ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผลจากการจำกัดนี้ ผู้บริโภคต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ถอดรหัสผ่าน CPU/GPU ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานและร้อนจัด โดยเฉพาะในอุปกรณ์พกพา
นอกจากนี้ HEVC Advance ยังแบ่งโปรไฟล์เป็นชั้นๆ โดย Main10 ต้องจ่ายเพิ่ม 2.80 ดอลลาร์ต่อล้านยูนิต ส่งผลให้ผู้ผลิตเลือกโปรไฟล์ต่ำเพื่อลดต้นทุน สถานการณ์นี้คล้ายกับยุค MPEG-2 ที่ผู้ผลิตเคยหลีกเลี่ยงค่าลิขสิทธิ์ จน AV1 (AOMedia Video 1) กลายเป็นทางเลือกฟรีลิขสิทธิ์ แต่ AV1 ยังไม่แพร่หลายพอสำหรับเนื้อหาหลัก
ผู้ผลิตใหญ่ๆ อย่าง Samsung Sony และ TCL ต่างยอมรับปัญหานี้ในเอกสารทางเทคนิค โดยระบุชัดว่าฮาร์ดแวร์ decoder ถูกตั้งค่า “conditionally” ตามการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ สุดท้าย ผู้บริโภคคือผู้เสียหายที่ซื้ออุปกรณ์ราคาแพงแต่ใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ แนะนำให้ตรวจสอบสเปกจริงผ่านการทดสอบ VLC หรือ Elecard StreamEye ก่อนซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวัง
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)