เมต้า วางแผนลดกำลังพลสูงสุด 20% ท่ามกลางการลงทุน AI มูลค่าราว 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดเชยต้นทุน
เมต้า แพลตฟอร์มส์ อิงค์ (Meta Platforms Inc.) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งโลกโซเชียลมีเดีย กำลังเตรียมแผนลดกำลังพลครั้งใหญ่ โดยอาจตัดพนักงานสูงสุด 20% ขององค์กรทั้งหมด เพื่อรับมือกับต้นทุนมหาศาลจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดการณ์ไว้ราว 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลนี้มาจากรายงานล่าสุดที่เผยแพร่โดยสื่อเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวยิ่งขึ้นในยุคที่การแข่งขันด้าน AI รุนแรง
ปัจจุบัน เมต้ามีพนักงานประมาณ 70,000 คนทั่วโลก หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว อาจส่งผลให้มีการปลดพนักงานราว 14,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการลดกำลังพลครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเงินจากการทุ่มทุนด้าน AI อย่างหนัก โดยเฉพาะการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์และการจัดซื้อชิปกราฟิกประมวลผล (GPU) จากบริษัทเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมต้า ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “ปีแห่งประสิทธิภาพ” (Year of Efficiency) มาตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุน ลดชั้นบริหาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การปลดพนักงานไปแล้วกว่า 21,000 ตำแหน่งในปี 2565-2566 อย่างไรก็ตาม การลงทุน AI ยังคงพุ่งสูง โดยในปี 2567 เมต้าคาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ไว้ที่ 35,000-40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพุ่งสูงถึง 60,000-65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ศูนย์ข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล
รายงานระบุว่า การลงทุนสะสมด้าน AI ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าอาจทะลุ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ก่อนหน้านี้มาก สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันดุเดือดกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง openai, Google DeepMind และ xAI ของอีลอน มัสก์ เมต้าต้องการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ของตัวเอง เช่น Llama series เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Facebook, Instagram, WhatsApp และแว่น AR/VR ของ Reality Labs การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะสร้างรายได้ใหม่จากโฆษณา AI และบริการคลาวด์ในอนาคต แต่ในระยะสั้นกลับสร้างแรงกดดันต่อกำไรสุทธิ
จากข้อมูลทางการเงินล่าสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 เมต้ามียอดรายได้ 40,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิพุ่ง 35% สู่ 15,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายด้านทุนที่พุ่งสูงทำให้เมต้าต้องหาแนวทางชดเชย โดยการลดกำลังพลถือเป็นเครื่องมือหลัก รายงานจากวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ระบุว่า เมต้าได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอกเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างองค์กรและระบุตำแหน่งที่สามารถตัดออกได้โดยไม่กระทบต่อการพัฒนา AI ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยบริษัทอย่าง Alphabet (Google) และไมโครซอฟท์ ก็เผชิญต้นทุน AI คล้ายกัน Google ประกาศ Capex สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ขณะที่ไมโครซอฟท์ลงทุนร่วมกับ OpenAI กว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การลดกำลังพลของเมต้าจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ตัวเลข 20% ถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจพนักงานและภาพลักษณ์ของบริษัท
ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ชี้ว่า การปลดพนักงานจำนวนมากอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะสูงในด้าน AI และวิศวกรรม โดยเฉพาะในซิลิคอนแวลลีย์ที่อัตราการลาออกสูงอยู่แล้ว เมต้าพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มโบนัสและหุ้นออปชั่นให้พนักงานที่เหลือ เพื่อรักษาคนเก่งเอาไว้ นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งรับสมัครวิศวกร AI ใหม่กว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อชดเชยช่องว่าง
ในแง่ผลกระทบต่อตลาดหุ้น หุ้นของเมต้า (META) ปรับตัวลดลงกว่า 2% หลังรายงานดังกล่าวเผยแพร่ นักลงทุนกังวลว่าการลงทุน AI อาจไม่สร้างผลตอบแทนในทันที โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America) มองในแง่บวก โดยให้ราคาเป้าหมายหุ้นที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าการลงทุน AI จะผลักดันมูลค่าบริษัทให้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต
สรุปแล้ว การตัดสินใจลดกำลังพลของเมต้าถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวให้เข้ากับยุค AI ที่ต้นทุนสูงลิ่ว แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อเสถียรภาพองค์กร หากดำเนินการสำเร็จ เมต้าอาจกลายเป็นผู้นำ AI ที่แท้จริง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด บริษัทต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าระเบิดลงทุน 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนี้จะนำมาซึ่งผลกำไรยั่งยืนในที่สุด
(จำนวนคำประมาณ 750 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)