Meta เตรียมโมเดล AI "Mango" และ "Avocado" สำหรับปี 2026

เมตาเตรียมโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ “มังโก้” และ “อะโวคาโด” สำหรับเปิดตัวปี 2569

บริษัทเมตา แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี กำลังเร่งพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่สองรุ่นหลักภายใต้ชื่อรหัสภายในว่า “มังโก้” (Mango) และ “อะโวคาโด” (Avocado) โดยมีแผนเปิดตัวในปี 2569 ตามรายงานจากสำนักข่าว The Information ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวภายในบริษัท สองโมเดลนี้ถือเป็นรุ่นต่อไปหลังจาก Llama 4 ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2568 โดยจะมุ่งเน้นการยกระดับสมรรถนะให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่ารุ่นโมเดลชั้นนำจากคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google

รายงานระบุว่า เมตากำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลในการฝึกโมเดลเหล่านี้ โดย “มังโก้” ถือเป็นชื่อรหัสของ Llama 4 ซึ่งจะเริ่มฝึกด้วยพลังประมวลผลขนาดใหญ่ในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ “อะโวคาโด” จะเป็นโมเดลรุ่นถัดไปที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนยิ่งขึ้น โมเดลทั้งสองนี้จะใช้ข้อมูลฝึกจำนวนมหาศาลและสถาปัตยกรรมที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อน เช่น การสนทนาที่เป็นธรรมชาติ การวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ รวมถึงการสร้างเนื้อหาแบบมัลติโมดัล

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เกี่ยวกับแผนงานด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยยืนยันว่าบริษัทจะเปิดตัวโมเดลใหม่หนึ่งรุ่นในปีนี้ และอีกหนึ่งรุ่นในปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับไทม์ไลน์ของ Llama 4 และรุ่นถัดไป นอกจากนี้ ซักเคอร์เบิร์กยังเน้นย้ำถึงกลยุทธ์การเปิดเผยโมเดลแบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source) ของเมตา ซึ่งช่วยให้ชุมชนนักพัฒนาสามารถเข้าถึงและปรับแต่งโมเดลได้อย่างอิสระ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับบริษัทที่เก็บโมเดลไว้แบบปิด เช่น OpenAI ที่พัฒนา GPT-5

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เมตาได้ลงทุนอย่างหนักในระบบประมวลผล โดยวางแผนติดตั้งชิป Nvidia H100 กว่า 600,000 ตัว (หรือเทียบเท่า) ภายในสิ้นปี 2568 และขยายไปถึง 2 ล้านตัวภายในสิ้นปี 2569 การลงทุนนี้มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังประมวลผลมหาศาล ชิปเหล่านี้จะถูกจัดกลุ่มในศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ โดยเมตาได้ร่วมมือกับบริษัทอย่าง Broadcom เพื่อพัฒนาชิปแบบกำหนดเองที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น

โมเดล “มังโก้” คาดว่าจะมีขนาดพารามิเตอร์หลายร้อยพันล้านตัว โดยใช้เทคนิค Mixture of Experts (MoE) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแบบขนาน ขณะที่ “อะโวคาโด” อาจใหญ่กว่านั้น โดยมุ่งเป้าไปที่การรวมข้อมูลมัลติโมดัล เช่น ข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง เพื่อให้โมเดลสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น รายงานยังชี้ว่า เมตากำลังทดสอบโมเดลเหล่านี้ในแอปพลิเคชันภายใน เช่น Meta AI assistant ที่ติดตั้งใน Facebook, Instagram และ WhatsApp ซึ่งมีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลก

กลยุทธ์ของเมตาในการพัฒนาโมเดลเหล่านี้ไม่เพียงมุ่งเน้นสมรรถนะทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการฝึกให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้พลังงานและข้อมูลที่ไม่จำเป็น สิ่งนี้ช่วยให้เมตาสามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล เช่น Google ที่มีโมเดล Gemini และ OpenAI ที่มี o1 นอกจากนี้ เมตายังวางแผนขยายทีมวิจัย โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากทั่วโลก เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยี

การเปิดตัว “มังโก้” และ “อะโวคาโด” จะเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก โดยเมตาคาดหวังให้โมเดลเหล่านี้ช่วยยกระดับบริการหลักของบริษัท เช่น การแนะนำเนื้อหา การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และเครื่องมือสร้างสรรค์สำหรับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ กลยุทธ์โอเพ่นซอร์สยังช่วยดึงดูดพันธมิตรธุรกิจและนักพัฒนา ทำให้เกิด ecosystem ที่แข็งแกร่ง รองรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การแพทย์ การเงิน และการศึกษา

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่นี้ยังเผชิญความท้าทาย เช่น การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากพลังงานที่ใช้ในการฝึก เมตาได้ประกาศมาตรการด้านจริยธรรม โดยรวมการทดสอบความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลจะใช้งานได้อย่างรับผิดชอบ

โดยสรุป การเตรียมความพร้อมของเมตาสำหรับ “มังโก้” และ “อะโวคาโด” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการนำปัญญาประดิษฐ์มาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจและชีวิตประจำวัน ด้วยการลงทุนเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าจะรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดโมเดลโอเพ่นซอร์ส และขยายอิทธิพลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)