Mullvad แทนที่ WireGuard-go ด้วย GotaTun

Mullvad แทนที่ WireGuard-Go ด้วย GoTUN ในแอปพลิเคชันเดสก์ท็อป

Mullvad VPN ผู้ให้บริการ VPN ชั้นนำที่เน้นความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงสำคัญในโครงสร้างซอฟต์แวร์ของแอปพลิเคชันเดสก์ท็อป โดยจะแทนที่ WireGuard-Go ซึ่งเป็นการนำ WireGuard มาปรับใช้ในพื้นที่ผู้ใช้ (userspace implementation) ด้วย GoTUN ซึ่งเป็นการพัฒนาภายในของทีม Mullvad การเปลี่ยนแปลงนี้มุ่งเน้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ macOS ที่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพของ WireGuard-Go มาอย่างยาวนาน

WireGuard-Go เป็นเวอร์ชันของ WireGuard ที่ทำงานในโหมด userspace ซึ่งหมายถึงการทำงานโดยไม่ต้องพึ่งพาโมดูลเคอร์เนล ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงแต่ประสิทธิภาพต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ WireGuard kernel module ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Mullvad เลือกใช้ WireGuard-Go ในแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความซับซ้อนในการติดตั้งโมดูลเคอร์เนลบนแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ปัญหาคือ WireGuard-Go มีความช้า โดยเฉพาะบน macOS ที่ใช้ชิป Apple Silicon (M-series) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเร็วในการเชื่อมต่อ VPN

GoTUN หรือเดิมชื่อ GoWireGuard เป็นการนำ WireGuard protocol มาพัฒนาใหม่โดยทีมวิศวกรของ Mullvad โดยใช้ภาษา Go ในการเขียนโค้ด ซึ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก GoTUN ทำงานโดยใช้ TUN interface มาตรฐาน ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของระบบปฏิบัติการได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องพึ่งพาโมดูลเคอร์เนล ทำให้ยังคงความเรียบง่ายในการติดตั้งไว้ได้ แต่เพิ่มประสิทธิภาพให้ใกล้เคียงกับ kernel module

จากการทดสอบประสิทธิภาพบน MacBook Air M1 (2020) Mullvad พบว่า GoTUN มีความเร็วในการรับข้อมูล (download) สูงถึง 850 Mbps และส่งข้อมูล (upload) 650 Mbps ในขณะที่ WireGuard-Go ทำได้เพียง 420 Mbps ในการรับและ 370 Mbps ในการส่ง ซึ่งหมายถึง GoTUN เร็วกว่าเกือบสองเท่า นอกจากนี้ GoTUN ยังใกล้เคียงกับประสิทธิภาพของ WireGuard kernel module บน Linux ที่ทำได้ 950 Mbps ในการรับข้อมูล การทดสอบนี้ใช้เครื่องมือ iperf3 กับเซิร์ฟเวอร์ Mullvad ในสวีเดน โดยใช้การเชื่อมต่อแบบ peer-to-peer

ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของ GoTUN มาจากการปรับปรุงในระดับลึก เช่น การจัดการแพ็กเก็ตข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การลด overhead ใน userspace และการ optimize สำหรับสถาปัตยกรรม ARM64 ซึ่งเป็นชิปหลักใน Apple Silicon นอกจากนี้ GoTUN ยังรองรับฟีเจอร์ต่างๆ ของ WireGuard อย่างครบถ้วน เช่น roaming, pre-shared keys และการจัดการคีย์อัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องปรับเปลี่ยนการใช้งานใดๆ

Mullvad ได้เริ่มทยอยนำ GoTUN เข้าสู่แอปพลิเคชันแล้ว โดยเวอร์ชันเบต้าสำหรับ macOS v2023.2 beta 1 ได้รวม GoTUN ไว้แล้ว และผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ Mullvad สำหรับแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Windows และ Linux คาดว่าจะตามมาในเร็วๆ นี้ โดย Mullvad วางแผนให้ GoTUN เป็นตัวเลือกเริ่มต้น (default) ในอนาคต แต่ยังคงอนุญาตให้ผู้ใช้เลือก WireGuard-Go ได้ หากต้องการ

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาประสิทธิภาพบน macOS เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมบนแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปทั้งหมด Mullvad เน้นย้ำว่าการพัฒนา GoTUN เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา open-source ของบริษัท โดยโค้ดต้นแบบของ GoTUN ได้รับการเผยแพร่บน GitHub (github.com/Mullvad/go-tun2socks) และเชิญชวนนักพัฒนาร่วมมีส่วนร่วม นอกจากนี้ Mullvad ยังคงพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับมือถือ (iOS และ Android) โดยยังใช้ WireGuard-Go ต่อไป เนื่องจากประสิทธิภาพบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่มีปัญหา

ในบริบทของอุตสาหกรรม VPN การย้ายไปใช้ GoTUN ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ Mullvad ในการแข่งขันด้านประสิทธิภาพ โดยไม่เสียสละความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นจุดเด่นหลักของบริการนี้ Mullvad ใช้ WireGuard เป็นโปรโตคอลหลักมาตั้งแต่ปี 2018 และการปรับปรุงนี้ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่การใช้งาน VPN สำหรับการสตรีม งานระยะไกล และความปลอดภัยออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น

ผู้ใช้ที่สนใจสามารถติดตามการอัปเดตผ่านบล็อกอย่างเป็นทางการของ Mullvad (Mullvad VPN | Privacy is a universal right) หรือทดลองเวอร์ชันเบต้าเพื่อสัมผัสประสิทธิภาพของ GoTUN ด้วยตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Mullvad ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยผสานรวมเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)