แม้ทรัมป์จะอนุมัติ แต่จีนชะลอการนำเข้า ชิปเอ็นวิเดีย เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงดำเนินต่อไป จีนได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง โดยชะลอการนำเข้า ชิปกราฟิกประสิทธิภาพสูง (GPU) จากบริษัทเอ็นวิเดีย (Nvidia) ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำของโลก แม้ว่าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอนุมัติการส่งออกชิปเหล่านี้ไปยังจีนในบางส่วนก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองของจีนที่มุ่งส่งเสริมผู้ผลิตชิปในประเทศ เช่น หัวเว่ย (Huawei) และบริษัทอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานศุลกากรจีน พบว่าปริมาณการนำเข้า ชิปเอ็นวิเดียไปยังจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2567 การนำเข้า ชิปประเภท A100 และ H100 ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสำหรับการประมวลผล AI ลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดขายของเอ็นวิเดียในตลาดจีน ซึ่งเคยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของรายได้ทั้งหมด หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในกรุงปักกิ่งระบุว่า รัฐบาลจีนได้ออกคำสั่งภายในให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ลดการสั่งซื้อชิปเอ็นวิเดีย และหันไปใช้ทางเลือกในประเทศแทน
ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางนโยบาย “Made in China 2025” ซึ่งมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เป็นผู้นำระดับโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของทรัมป์ ได้เริ่มควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ในด้านการทหาร จีนจึงตอบโต้ด้วยการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ เช่น ชิป Ascend จากหัวเว่ย ซึ่งได้รับการพัฒนาให้รองรับการประมวลผล AI ในระดับใกล้เคียงกับเอ็นวิเดีย แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ แต่ชิปเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ รวมถึงเงินอุดหนุนและโครงการพัฒนาร่วมกับ Biren Technology และ Moore Threads ผู้ผลิตรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต
ข้อมูลจาก Canalys บริษัทวิจัยตลาด ระบุว่า ตลาดเซิร์ฟเวอร์ AI ในจีน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ได้เห็นสัดส่วนตลาดของเอ็นวิเดียลดลงจาก 95% ในปี 2565 เหลือเพียง 70% ในปี 2567 ในขณะที่ผู้ผลิตจีนสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 20% ชิป H20 ซึ่งเป็นรุ่นที่เอ็นวิเดียปรับแต่งให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหรัฐฯ เพื่อส่งออกไปจีน ยังคงเผชิญอุปสรรคจากการชะลอการนำเข้าของจีน แม้จะได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสมัยทรัมป์ก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ชี้ว่า การชะลอนี้ไม่ใช่การห้ามนำเข้าอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการกำหนดโควต้าภายในและการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อบังคับให้บริษัทจีนหันไปใช้ชิปในประเทศ
ผลกระทบต่อเอ็นวิเดียนั้นรุนแรง โดยหุ้นของบริษัทดิ่งลงกว่า 5% หลังจากรายงานข่าวดังกล่าวเผยแพร่ CEO เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ได้กล่าวในงานประชุมนักลงทุนว่า จีนยังคงเป็นตลาดสำคัญ แต่บริษัทกำลังปรับกลยุทธ์โดยพัฒนาชิปทางเลือกสำหรับตลาดเอเชียอื่นๆ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้วยการลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้ชิปในประเทศ เช่น Kunpeng จากหัวเว่ย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความมั่นคงทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ จีนยังใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าอื่นๆ เช่น การสอบสวนชิปหน่วยความจำจาก Micron ของสหรัฐฯ และการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สแทน CUDA ของเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการพัฒนา AI การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โดยนักวิเคราะห์จาก TrendForce คาดการณ์ว่า หากการชะลอยังคงดำเนินต่อ สัดส่วนรายได้ของเอ็นวิเดียจากจีนอาจลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ภายในสิ้นปี 2568 ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งขยายตลาดในยุโรปและตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าการชะลอนี้เป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากชิปเอ็นวิเดียยังคงเหนือกว่าด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในงานฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ จีนอาจต้องผ่อนคลายมาตรการหากอุตสาหกรรม AI ในประเทศยังไม่พร้อม แต่ในระยะสั้น ยุทธศาสตร์การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของจีนได้พิสูจน์แล้วว่าสร้างแรงกดดันต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)