เอลอน มัสก์ เรียกตัวเองว่า “คนโง่” ที่ให้เงิน OpenAI 38 ล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นบริษัทมูลค่า 800 พันล้านดอลลาร์
เอลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างเปิดเผย โดยเรียกตัวเองว่า “คนโง่” (fool) ที่เคยให้เงินสนับสนุน OpenAI จำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าตลาดสูงถึง 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเห็นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X (เดิมชื่อ Twitter) ของเขาเอง โดยมัสก์ระบุว่า “ผมให้เงินพวกเขาถึง 38 ล้านเหรียญ และผมเป็นคนโง่จริงๆ” (I gave them $38M and was a fool)
OpenAI ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดยมีเอลอน มัสก์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งหลัก ร่วมกับบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น แซม อัลต์แมน (Sam Altman) และเกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman) ในระยะแรก OpenAI ถูกออกแบบให้เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (non-profit) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ มัสก์เองได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนภารกิจนี้ อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่เปิดเผย เขาได้โอนเงินจริงๆ เพียง 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ปีแรกของการดำเนินงาน
ความสัมพันธ์ระหว่างมัสก์กับ OpenAI เริ่มตึงเครียดในปี 2018 เมื่อเขาลาออกจากคณะกรรมการบริหารขององค์กร หลังจากมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา มัสก์ต้องการให้ OpenAI ยึดมั่นในรูปแบบไม่แสวงหาผลกำไรและเน้นการพัฒนา AI อย่างเปิดเผย (open-source) แต่ผู้บริหารคนอื่นๆ มองว่าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพื่อดึงดูดเงินทุนและบุคลากรชั้นนำให้มากขึ้น ส่งผลให้ OpenAI เปลี่ยนแปลงโครงสร้างในปี 2019 โดย設立 “capped-profit” entity ซึ่งอนุญาตให้มีการแสวงหากำไรแบบจำกัด เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนเอกชน เช่น Microsoft ที่ลงทุนไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญ OpenAI ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) เช่น GPT-3 ในปี 2020 และ GPT-4 ในเวลาต่อมา สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อย่าง ChatGPT ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้บริษัทมีรายได้พุ่งสูงและมูลค่าบริษัททะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลล่าสุด OpenAI มีมูลค่าประเมินสูงถึง 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบัน
มัสก์ไม่เคยหยุดวิพากษ์วิจารณ์ OpenAI หลังจากลาออก เขาได้ก่อตั้งบริษัท xAI ในปี 2023 เพื่อแข่งขันโดยตรง โดยมีเป้าหมายพัฒนา AI ที่ “มุ่งหาความจริงสูงสุด” (maximum truth-seeking) และยึดหลักการเปิดกว้าง นอกจากนี้ มัสก์ยังยื่นฟ้อง OpenAI และแซม อัลต์แมน ในเดือนมีนาคม 2024 โดยอ้างว่าบริษัทละเมิดข้อตกลงดั้งเดิมที่มุ่งพัฒนา AI เพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะแสวงหากำไรให้กับนักลงทุนเอกชน อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวถูกถอนฟ้องในเดือนมิถุนายน 2024 หลังจากมัสก์และ OpenAI ไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ความขัดแย้งยังคงคุกรุ่น
โพสต์ล่าสุดของมัสก์บน X เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการระดมทุนรอบล่าสุดของ OpenAI ที่มีมูลค่าสูงลั่น โดยบริษัทกำลังเจรจากับนักลงทุนเพื่อเพิ่มทุนอีกหลายสิบพันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจผลักดันมูลค่าบริษัทให้เข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ มัสก์ใช้โอกาสนี้เพื่อย้ำถึงความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงของการพัฒนา AI ที่ขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงพลวัตของอุตสาหกรรม AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ก่อตั้งรายดั้งเดิมอย่างมัสก์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาวision ต้นฉบับ ขณะที่บริษัทต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในตลาดทุนที่แข็งกร้าว OpenAI กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรสู่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีบทเรียนเรื่องการกำหนดโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว
ในบริบททางธุรกิจ การตัดสินใจของ OpenAI ในการรับเงินทุนจาก Microsoft และนักลงทุนอื่นๆ ได้เปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นผู้นำตลาด AI generative แต่ก็ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการกระจายผลประโยชน์และความรับผิดชอบต่อสังคม มัสก์เองมองว่านี่คือ “ความโง่เขลา” ของเขาในการสนับสนุนตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นการสูญเสียโอกาสมหาศาล หากเขาเลือกที่จะถือหุ้นหรือควบคุมทิศทางต่อไป
ความเคลื่อนไหวของมัสก์ยังเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของเขาในการแข่งขันด้าน AI ผ่าน xAI และการพัฒนา Grok ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่ผสานรวมกับแพลตฟอร์ม X เพื่อสร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่ง แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้เชิงรุกต่อคู่แข่งที่เขาเคยช่วยสร้างขึ้น
โดยสรุป ความเห็นของมัสก์ไม่เพียงเป็นการยอมรับความผิดพลาดส่วนตัว แต่ยังเป็นการเตือนใจถึงความซับซ้อนในการพัฒนาเทคโนโลยีปฏิวัติอุตสาหกรรม บริษัทอย่าง OpenAI ได้พิสูจน์แล้วว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการทิ้งหลักการดั้งเดิมบางประการ ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนในยุค AI
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)