OpenAI อ้างว่า AI สร้างสรรค์ช่วยประหยัดเวลาให้พนักงานงานด้านความรู้ 40 ถึง 80 นาทีต่อวัน
OpenAI ได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่อ้างว่าการใช้ AI สร้างสรรค์ เช่น ChatGPT สามารถช่วยประหยัดเวลาให้กับพนักงานงานด้านความรู้ (knowledge workers) ระหว่าง 40 ถึง 80 นาทีต่อวัน โดยผลการศึกษานี้มาจากการทดลองแบบสุ่มควบคุม (randomized controlled trial หรือ RCT) ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวน 1,400 คน ซึ่งปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานงานด้านความรู้ของ McKinsey
การทดลองดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การวัดประสิทธิผลของ ChatGPT เวอร์ชัน GPT-4 ในงานหลากหลายประเภทที่เป็นตัวแทนของงานประจำวันของพนักงานสำนักงาน เช่น การเขียนเอกสารทางธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโค้ด และการสรุปข้อมูล ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้ AI และกลุ่มที่ไม่ใช้ AI โดยสุ่มเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง จากนั้นจึงวัดทั้งเวลาและคุณภาพของผลงานที่ได้
ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-40% โดยเวลาที่ใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในงานเขียนทางธุรกิจ เวลาลดลง 26% ในงานวิเคราะห์ข้อมูล ลดลงประมาณ 40% ส่วนงานเขียนโค้ด พบว่าประหยัดเวลาได้ถึง 60-70% ในบางกรณี ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการก่อนหน้าของ OpenAI ที่ระบุว่าสามารถประหยัดเวลาได้ 40-80 นาทีต่อวัน หากพิจารณาจากวันทำงานปกติ 8 ชั่วโมง
นอกจากนี้ การศึกษายังยืนยันว่าคุณภาพของผลงานไม่ได้ลดลง ในทางตรงกันข้าม ผลงานจากกลุ่มที่ใช้ AI มีคุณภาพสูงกว่าหรือเท่าเทียมกับกลุ่มที่ไม่ใช้ AI ในทุกงาน โดยเฉพาะในงานที่ซับซ้อน เช่น การแก้ปัญหาโค้ดที่ยาก ผู้ใช้ AI สามารถแก้ไขได้ถูกต้องในอัตราที่สูงกว่า นักวิจัยจาก OpenAI ชี้ว่าประโยชน์หลักมาจากการที่ AI ช่วยลดภาระงานพื้นฐาน ทำให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การคิดเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจที่ซับซ้อนมากขึ้น
การทดลองนี้จัดทำโดยนักวิจัยจาก OpenAI ร่วมกับพันธมิตรภายนอก โดยใช้ชุดงานทดสอบจาก McKinsey Global Institute’s knowledge work benchmark ซึ่งครอบคลุมงาน 5 ประเภทหลัก ได้แก่ การเขียนทางธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโค้ด การสรุปข้อมูล และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์ในงานเหล่านี้ และส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้ ChatGPT อยู่แล้ว เพื่อให้ผลสะท้อนความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีข้อจำกัดบางประการ เช่น งานที่ทดสอบมีระยะเวลาสั้น (โดยเฉลี่ยไม่เกิน 30 นาทีต่องาน) และผู้เข้าร่วมได้รับการฝึกอบรมเบื้องต้นในการใช้ AI ก่อนเริ่มทดลอง ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมถึงการใช้งานในระยะยาวหรือพนักงานมือใหม่ นอกจากนี้ OpenAI ยังระบุว่าผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามระดับทักษะของผู้ใช้ โดยผู้ใช้ที่มีทักษะต่ำกว่าได้รับประโยชน์สูงสุด (ประหยัดเวลาได้มากกว่า 50%) ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญได้รับประโยชน์น้อยกว่าแต่คุณภาพดีขึ้น
ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในบล็อกของ OpenAI เมื่อเร็วๆ นี้ และได้รับการอ้างอิงจากงานวิจัยก่อนหน้าของบริษัท เช่น การทดลองกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่พบว่าประหยัดเวลาได้ 55% ในงานเขียนโค้ด OpenAI มองว่านี่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งในการพิสูจน์คุณค่าของ generative AI ต่อ force การทำงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่พึ่งพางานด้านความรู้เป็นหลัก
ในบริบทกว้างขึ้น ผลการศึกษานี้สนับสนุนแนวโน้มที่บริษัทเทคโนโลยีใหญ่หลายแห่ง เช่น Microsoft และ Google กำลังผลักดันเครื่องมือ AI ลงสู่เครื่องมือ办公 เช่น Microsoft Copilot หรือ Google Workspace AI ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มผลผลิตโดยรวมของเศรษฐกิจโลก OpenAI ประเมินว่าหากนำไปใช้ในวงกว้าง สามารถเพิ่ม GDP สหรัฐฯ ได้ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่าการวัดผลผลิตในงานความรู้ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ยากที่จะวัดได้อย่างสมบูรณ์ และอาจมีผลกระทบเชิงลบ เช่น การพึ่งพา AI มากเกินไปที่อาจลดทักษะพื้นฐานของพนักงานในระยะยาว แต่ OpenAI ยืนยันว่าการใช้งานอย่างมีสติจะช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์แทนที่จะแทนที่
สรุปแล้ว ผลการศึกษานี้เป็นก้าวสำคัญในการยืนยันศักยภาพของ generative AI ในการปฏิวัติวงการงานด้านความรู้ โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและนวัตกรรม ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณานำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ควบคู่กับการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)