OpenAI ลงนามข้อตกลงกับเพนตากอนสำหรับเครือข่าย AI ลับ ชั่วโมงหลัง Anthropic ถูกแบนจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง

โอเพ่นเอไอ ลงนามข้อตกลงกับเพนตากอนเพื่อพัฒนาเครือข่ายเอไอลับทันทีหลังแอนโธรปิกถูกห้ามใช้ในหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 บริษัทโอเพ่นเอไอ (OpenAI) ได้ประกาศลงนามข้อตกลงสำคัญกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Pentagon หรือ DoD) เพื่อนำเสนอโมเดลปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ (frontier AI models) สำหรับใช้งานในเครือข่ายลับของกองทัพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีเอไอไปประยุกต์ใช้ในด้านความมั่นคงระดับสูง ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่บริษัทแอนโธรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาโมเดล Claude ถูกหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จัดให้อยู่ในรายการห้ามใช้ (banned list) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล

รายละเอียดข้อตกลงระหว่างโอเพ่นเอไอและเพนตากอน

ข้อตกลงนี้มุ่งเน้นการนำโมเดลเอไอของโอเพ่นเอไอ เช่น GPT-4o และโมเดลรุ่นใหม่ๆ ไปใช้งานบนเครือข่ายที่ได้รับการรับรองในระดับลับ (Secret) และลับสุดยอด (Top Secret) ของกระทรวงกลาโหม โดยจะผสานรวมกับแพลตฟอร์ม Microsoft Azure Government ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากรัฐบาลสหรัฐฯ การผสานรวมนี้จะช่วยให้บุคลากรทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงสามารถเข้าถึงเครื่องมือเอไอขั้นสูงสำหรับภารกิจที่ละเอียดอ่อน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลลับ

แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของโอเพ่นเอไอ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างกระทรวงกลาโหม เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติสหรัฐอเมริกา โมเดลของเราจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและแม่นยำในสถานการณ์ที่ซับซ้อน” ข้อตกลงนี้มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “OpenAI for Government” ที่บริษัทเปิดตัวเพื่อขยายการใช้งานเอไอในภาครัฐ

ก่อนหน้านี้ โอเพ่นเอไอเคยกำหนดนโยบายห้ามใช้งานโมเดลของตนในงานที่เกี่ยวข้องกับอาวุธหรือการทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction) แต่ในช่วงกลางปี 2567 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว โดยยอมรับการใช้งานในด้านกลาโหมที่มุ่งเน้นการป้องกันและความมั่นคงของชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเอไอที่รุนแรง โดยเฉพาะกับบริษัทจีนอย่าง DeepSeek ซึ่งเพนตากอนกำลังมองหาเครื่องมือเอไอที่เชื่อถือได้เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการรบแบบไฮบริด

เหตุผลเบื้องหลังการแบนแอนโธรปิกจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนประกาศข้อตกลงของโอเพ่นเอไอ บริษัทแอนโธรปิกถูกเพิ่มเข้าในรายการ “Restricted AI Models” โดยสำนักงานความมั่นคงไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และหน่วยงานรัฐบาลกลางอื่นๆ การแบนนี้มีผลให้หน่วยงานรัฐบาลกลางไม่สามารถจัดซื้อหรือใช้งานโมเดล Claude ได้อีกต่อไป โดยอ้างเหตุผลหลักคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (high-risk categorization) จากปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีทางไซเบอร์ และการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์จากบุคคลที่สาม

แอนโธรปิก ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจาก亚马逊 (Amazon) และกองทุนนายทุนอื่นๆ เคยถูกวิจารณ์เรื่องการประเมินความเสี่ยงของโมเดล Claude ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือการหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างทุนที่อาจเชื่อมโยงกับอิทธิพลจากต่างชาติ แม้แอนโธรปิกจะเน้นย้ำถึงการมุ่งมั่นด้านความปลอดภัย (constitutional AI) แต่การตัดสินใจของรัฐบาลกลางสะท้อนถึงแนวโน้มที่เข้มงวดมากขึ้นในการคัดกรองเครื่องมือเอไอสำหรับการใช้งานภาครัฐ

บริบทและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเอไอในภาครัฐและกลาโหม

เหตุการณ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกากำลังเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอเพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางทหาร ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนและรัสเซีย เพนตากอนได้ลงทุนงบประมาณมหาศาลในโครงการเช่น Joint All-Domain Command and Control (JADC2) ซึ่งต้องการเอไอสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การคาดการณ์ภัยคุกคาม และการสนับสนุนการตัดสินใจในสนามรบ ข้อตกลงกับโอเพ่นเอไอจะช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัทอื่นๆ เช่น Google และ Meta ถอนตัวจากโครงการกลาโหมในอดีตเนื่องจากแรงกดดันจากภายใน

สำหรับแอนโธรปิก การถูกแบนอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ บริษัทอาจต้องปรับปรุงระบบความปลอดภัยและขอการรับรองใหม่เพื่อกลับเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความแตกต่างในแนวทางของผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมเอไอ โอเพ่นเอไอเลือกที่จะขยายสู่ภาคกลาโหมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แอนโธรปิกยังคงยึดมั่นในหลักการความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า

มุมมองอนาคตของเอไอในความมั่นคงแห่งชาติ

ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับขีดความสามารถของเพนตากอนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังเร่งสร้าง “AI stack” ที่เป็นอิสระจากอิทธิพลต่างชาติ โดยอาศัยพันธมิตรเอกชนชั้นนำอย่างโอเพ่นเอไอและ Microsoft ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เครือข่ายเอไอในระดับลับจะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการรบสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทาย เช่น การรักษาความเป็นกลางของโมเดลเอไอ การป้องกันอคติ และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สรุปแล้ว เหตุการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในนโยบายเอไอของสหรัฐฯ ซึ่งโอเพ่นเอไอกำลังได้รับประโยชน์หลัก ขณะที่แอนโธรปิกเผชิญอุปสรรค สะท้อนถึงการคัดเลือกที่เข้มงวดเพื่อความมั่นคงของชาติ

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)