OpenAI และ Anthropic ก่อน IPO: งบดุลที่แตกต่างกันทำให้การเปรียบเทียบทำได้ยาก

OpenAI และ Anthropic ก่อนเข้าตลาดหุ้น: งบดุลที่แตกต่างทำให้การเปรียบเทียบยากลำบาก

บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Anthropic กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของทั้งสองบริษัทในขณะนี้ทำได้ยาก เนื่องจากงบดุลและโครงสร้างธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ข้อมูลทางการเงินที่รั่วไหลออกมาเผยให้เห็นถึงรายได้ที่เติบโตสูง แต่ก็มาพร้อมกับความสูญเสียมหาศาล ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนการดำเนินงานที่สูงลิ่วในอุตสาหกรรมนี้

เริ่มจาก OpenAI ผู้พัฒนาโมเดล ChatGPT ซึ่งมีรายได้จากการสมัครสมาชิก (Annualized Recurring Revenue: ARR) สูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2024 โดยคาดการณ์ว่ารายได้ทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 11.6 พันล้านดอลลาร์ รายได้ดังกล่าวมาจากการสมัครใช้งาน ChatGPT ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน รวมถึงบริการ API สำหรับนักพัฒนาและองค์กรใหญ่ ทว่า ต้นทุนการดำเนินงานกลับสูงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการประมวลผลข้อมูล (Compute Costs) ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของรายได้ คาดว่าความสูญเสียสุทธิในปีนี้จะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ข้อมูลและ GPU จาก NVIDIA

ในส่วนของสินทรัพย์ OpenAI มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาสที่ 3 แต่ก็มีหนี้สินจากการกู้ยืมจาก Microsoft สูงถึง 13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงความร่วมมือมูลค่า 13 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2023 นอกจากนี้ OpenAI ยังมีทุนจากการระดมทุนล่าสุดมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ นำโดย Thrive Capital, Microsoft และนักลงทุนอื่นๆ รวมมูลค่าการประเมินบริษัทที่ 157 พันล้านดอลลาร์ โครงสร้างการถือหุ้นของ OpenAI เป็นแบบไม่ใช่บริษัทมหาชนเต็มรูปแบบ โดย Microsoft ถือหุ้น 49% และมีสิทธิ์ควบคุมคณะกรรมการบางส่วน

ในทางตรงกันข้าม Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล Claude มี ARR อยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่า OpenAI อย่างเห็นได้ชัด รายได้หลักมาจากข้อตกลงกับ Amazon Web Services (AWS) มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ และบริการ API คาดว่าความสูญเสียสุทธิในปีนี้จะอยู่ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์ โดยต้นทุนหลักคือการพัฒนาโมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ Anthropic มีเงินสดน้อยกว่า คงเหลือเพียง 3 พันล้านดอลลาร์หลังจากระดมทุนล่าสุดมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์จาก Amazon ซึ่งเป็นนักลงทุนหลัก รองลงมาคือ Google ที่ลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ มูลค่าการประเมินบริษัทอยู่ที่ 18.4 พันล้านดอลลาร์ก่อนระดมทุนล่าสุด และสูงถึง 61.5 พันล้านดอลลาร์หลังจากนั้น

ความแตกต่างในงบดุลเกิดจากหลายปัจจัย ประการแรกคือโครงสร้างธุรกิจ OpenAI พึ่งพา Microsoft อย่างหนักในด้านคลาวด์และการเงิน ขณะที่ Anthropic ผูกมัดกับ Amazon และ Google ซึ่งส่งผลต่อหนี้สินและรายได้ประจำ ประการที่สองคือวิธีการบันทึกบัญชี OpenAI รายงาน ARR แบบ annualized จากข้อมูลไตรมาสล่าสุด ขณะที่ Anthropic ใช้ตัวเลขจากข้อตกลงใหญ่ๆ ทำให้ตัวเลขดูแตกต่างกัน ประการที่สามคือค่าใช้จ่ายด้านทุน (CapEx) OpenAI ลงทุนหนักในศูนย์ข้อมูลของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์ ในขณะที่ Anthropic ใช้บริการคลาวด์ของ Amazon เป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกำไรขั้นต้น (Gross Margins) OpenAI มีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 19% ในขณะที่ Anthropic สูงกว่าที่ 37% เนื่องจาก Anthropic มีรายได้จากข้อตกลงล่วงหน้าที่บันทึกเป็นรายได้ล่วงหน้า (Deferred Revenue) มูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ OpenAI มีรายได้ล่วงหน้าเพียง 2.6 พันล้านดอลลาร์แต่ต้นทุนสูงกว่า สะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่แตกต่าง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเปรียบเทียบทั้งสองบริษัทในตอนนี้คล้ายกับการเปรียบเทียบ Tesla กับ Uber ในยุคแรกๆ ที่เน้นการเติบโตมากกว่ากำไร OpenAI มีฐานผู้ใช้กว้างขวางกว่า 200 ล้านผู้ใช้งานรายสัปดาห์ ขณะที่ Anthropic มุ่งเน้นตลาดองค์กรและนักพัฒนา ความท้าทายหลักคือการควบคุมต้นทุน โดยทั้งคู่เผชิญปัญหาค่าไฟฟ้าและ GPU ที่พุ่งสูงขึ้น 40% เมื่อเทียบปีต่อปี

ก่อน IPO คาดว่า OpenAI จะยื่นเรื่องต่อ SEC ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า โดยมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Anthropic อาจตามมาในเวลาต่อมา การเปิดเผยงบดุลเต็มรูปแบบจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในปัจจุบัน ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การเปรียบเทียบเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของทั้งคู่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างกำไรยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรม AI

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)