OpenAI เปลี่ยนไปใช้การกำหนดราคาตามการใช้งานสำหรับ Codex ในแผนธุรกิจ ChatGPT

โอเพ่นเอไอเปลี่ยนโมเดลการเรียกเก็บค่าบริการ Codex ในแผน ChatGPT สำหรับธุรกิจเป็นแบบตามการใช้งาน

โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับโมเดล Codex ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของฟีเจอร์ Code Interpreter ใน ChatGPT สำหรับแผนบริการธุรกิจ โดยปรับจากรูปแบบรวมอยู่ในค่าบริการรายเดือนแบบไม่จำกัด เป็นรูปแบบเรียกเก็บตามปริมาณการใช้งาน (usage-based pricing) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า

Codex เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างและวิเคราะห์โค้ดโปรแกรม โดยถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนฟีเจอร์ Advanced Data Analysis หรือที่รู้จักกันในชื่อ Code Interpreter ใน ChatGPT ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดไฟล์ข้อมูล รันโค้ด Python สร้างกราฟิก และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้ใช้ธุรกิจที่ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรงภายในแพลตฟอร์มแชท

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้แผน ChatGPT Team, Business และ Enterprise สามารถเข้าถึง Codex ได้ไม่จำกัดโดยรวมอยู่ในค่าบริการรายเดือน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โอเพ่นเอไอตัดสินใจปรับโครงสร้างการกำหนดราคาเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานและความต้องการที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แผนธุรกิจทั้งหมด โดย Codex จะถูกเรียกเก็บแยกต่างหากจากค่าบริการหลักของ ChatGPT

รายละเอียดการกำหนดราคาใหม่สำหรับ Codex ในแผนธุรกิจกำหนดไว้ดังนี้ โดยเรียกเก็บตามจำนวนโทเค็น (tokens) ซึ่งเป็นหน่วยวัดพื้นฐานในการประมวลผลภาษาของโมเดล AI

  • ค่าบริการสำหรับโทเค็นนำเข้า (input tokens): 1.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ล้านโทเค็น
  • ค่าบริการสำหรับโทเค็นส่งออก (output tokens): 6.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ล้านโทเค็น

ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจัดการการใช้งานได้ผ่านแดชบอร์ด API Usage ในบัญชีโอเพ่นเอไอ โดยระบบจะหักเครดิตตามปริมาณโทเค็นที่ใช้จริงเท่านั้น หากผู้ใช้มีเครดิต API ที่เหลืออยู่ จะถูกนำมาใช้หักลบก่อน หากเครดิตหมด ผู้ใช้จะต้องเติมเครดิตเพิ่มเติมเพื่อใช้งานต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แผน ChatGPT Plus หรือผู้ใช้ส่วนบุคคลทั่วไป เนื่องจากฟีเจอร์ Code Interpreter ในแผนเหล่านี้ยังคงใช้งานได้ฟรีแบบไม่จำกัดตามเดิม นอกจากนี้ โมเดล Codex ยังคงสามารถเข้าถึงได้ผ่าน API ของโอเพ่นเอไอสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการรวมเข้ากับแอปพลิเคชันของตน โดยมีอัตราค่าบริการคงที่มาตั้งแต่แรก

เหตุผลหลักที่โอเพ่นเอไอเลือกปรับโมเดลนี้ มาจากความท้าทายในการจัดการต้นทุนการประมวลผลที่สูงขึ้น เนื่องจาก Codex ต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมากในการรันโค้ดและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ใช้ธุรกิจหลายรายใช้งานฟีเจอร์นี้หนักหน่วง เช่น การวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ สร้างสคริปต์อัตโนมัติ หรือพัฒนาโปรโตไทป์ซอฟต์แวร์ ซึ่งทำให้เกิดภาระต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่โมเดลรายเดือนแบบคงที่จะรองรับได้ในระยะยาว

นาย Sam Altman ซีอีโอของโอเพ่นเอไอ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ในแถลงการณ์ว่า “เรากำลังปรับโครงสร้างการกำหนดราคาให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เพื่อให้บริการของเรายั่งยืนและสามารถขยายขนาดได้” การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล pay-per-use สำหรับบริการ AI ที่ใช้ทรัพยากรสูง ซึ่งคล้ายกับแนวทางของคู่แข่งอย่าง Google Cloud และ AWS

สำหรับผู้ใช้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โอเพ่นเอไอแนะนำให้ตรวจสอบการใช้งานย้อนหลังเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใช้ทั่วไปอาจใช้โทเค็นไม่เกินหลักหมื่นต่อเดือน แต่สำหรับงานวิเคราะห์ข้อมูลหนักๆ อาจสูงถึงล้านโทเค็น ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากรันโค้ดที่ประมวลผลข้อมูล 1 ล้านโทเค็นนำเข้าและ 100,000 โทเค็นส่งออก ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 1.65 ดอลลาร์สต่อครั้ง

องค์กรธุรกิจควรพิจารณาแผนการจัดการงบประมาณใหม่ โดยอาจกำหนดโควตาการใช้งานต่อผู้ใช้หรือฝึกอบรมทีมงานให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โอเพ่นเอไอยังคงมุ่งมั่นพัฒนาฟีเจอร์ Code Interpreter ให้ดีขึ้น เช่น การรองรับไลบรารีเพิ่มเติมและความเร็วในการประมวลผลที่สูงขึ้น เพื่อตอบแทนความภักดีของลูกค้าธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มในอุตสาหกรรม AI ที่ผู้ให้บริการเริ่มหันมาใช้โมเดลการกำหนดราคาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้งานเชิงธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้โอเพ่นเอไอรักษาความสามารถในการแข่งขันและลงทุนในนวัตกรรมต่อไป

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)