OpenAI ยืนยันว่าคำแนะนำการช้อปปิ้งของมันไม่ควรถูกมองว่าเป็นโฆษณา

OpenAI ยืนยันว่าคำแนะนำการช้อปปิ้งไม่ใช่การโฆษณา

OpenAI ผู้พัฒนาแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ “Shopping” ซึ่งนำเสนอคำแนะนำสินค้าในผลลัพธ์การตอบสนองของผู้ใช้ โดยบริษัทยืนยันอย่างชัดเจนว่าฟีเจอร์นี้ไม่ใช่รูปแบบของการโฆษณา แต่เป็นการแนะนำที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ในการดำเนินการต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง

ฟีเจอร์ Shopping นี้จะปรากฏขึ้นเมื่อการสนทนาของผู้ใช้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ โดยระบบจะแทรกการ์ดสินค้าที่ประกอบด้วยภาพถ่าย ราคา และลิงก์ไปยังผู้ค้าปลีก เช่น Apple หรือ Amazon การ์ดเหล่านี้ถูกออกแบบให้ดูคล้ายกับการ์ดข้อมูลทั่วไปใน ChatGPT เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันฟีเจอร์นี้มีให้บริการเฉพาะสมาชิก ChatGPT Plus และ Pro ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติม ผู้ใช้สามารถปิดการใช้งานได้ผ่านการตั้งค่าบัญชี

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (เดิมชื่อ Twitter) ว่า “not ads” เพื่อย้ำจุดยืนของบริษัทในการรับประกันว่าคำแนะนำเหล่านี้มิใช่โฆษณาที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน OpenAI อธิบายเพิ่มเติมในบล็อกโพสต์อย่างเป็นทางการว่า “These are not advertisements. They’re AI-generated recommendations to help you get things done” โดยเน้นย้ำว่าการแนะนำเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์สาธารณะและฐานข้อมูลที่ฝึกฝนมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงการเทคโนโลยี เนื่องจากรูปแบบการนำเสนอดูคล้ายคลึงกับโฆษณาแบบเนทีฟ (native advertising) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องมือค้นหาและแพลตฟอร์ม AI อื่น ๆ นักวิจารณ์ชี้ว่าการแทรกการ์ดสินค้าอาจทำให้ผู้ใช้สับสนระหว่างข้อมูลที่เป็นกลางกับเนื้อหาที่มีแรงจูงใจทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ OpenAI มีความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกชั้นนำ ซึ่งอาจนำไปสู่การรับค่าคอมมิชชั่นแบบพันธมิตร (affiliate commissions) ในอนาคต

OpenAI ได้ชี้แจงประเด็นนี้อย่างละเอียด โดยระบุว่าปัจจุบันยังไม่มีการรับค่าคอมมิชชั่นจากลิงก์แนะนำใด ๆ และลิงก์ทั้งหมดเป็นลิงก์ตรงไปยังเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกโดยตรง ไม่ใช่ลิงก์พันธมิตร บริษัทวางแผนที่จะแบ่งปันรายได้ที่ได้รับในอนาคตกับสำนักพิมพ์และผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI ของตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการแบ่งรายได้ (revenue sharing) เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศเนื้อหาที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ OpenAI ยังย้ำว่าการเลือกสินค้าเกิดจากการประเมินความเกี่ยวข้องสูงสุดตามบริบทการสนทนา ไม่ใช่การจัดอันดับตามการจ่ายเงิน

ในทางเทคนิค ฟีเจอร์ Shopping อาศัยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (large language models) ของ OpenAI เช่น GPT-4o ซึ่งสามารถดึงข้อมูลเรียลไทม์จากเว็บผ่านเครื่องมือค้นหาในตัว (built-in search) และสร้างการ์ดสินค้าอย่างมีโครงสร้าง การ์ดเหล่านี้รวมข้อมูลเช่น ชื่อสินค้า คำอธิบายสั้น ๆ ราคาปัจจุบัน และปุ่ม “Shop now” ที่นำไปสู่หน้าเว็บซื้อสินค้าโดยตรง ระบบนี้คล้ายกับฟีเจอร์ Shopping ใน Perplexity AI ซึ่งเปิดตัวก่อนหน้านี้และได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูลสินค้าที่รวดเร็ว

การเปิดตัวฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มในอุตสาหกรรม AI ที่หันมาเน้นการใช้งานจริง (practical utility) มากกว่าการตอบสนองแบบข้อความอย่างเดียว โดย OpenAI มองว่านี่เป็นวิวัฒนาการของ ChatGPT จากเครื่องมือสนทนาไปสู่ผู้ช่วยส่วนตัวที่ครบวงจร อย่างไรก็ตาม บริษัทตระหนักถึงความกังวลเรื่องความโปร่งใส จึงได้เพิ่มตัวบ่งชี้ชัดเจนใน UI เพื่อแยกแยะระหว่างการตอบสนองปกติกับการแนะนำสินค้า

ผู้เชี่ยวชาญในวงการแนะนำว่า OpenAI ควรพัฒนาระบบ opt-in สำหรับฟีเจอร์นี้ในอนาคต เพื่อให้ผู้ใช้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ และเปิดเผยอัลกอริทึมการเลือกสินค้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความไว้วางใจ นอกจากนี้ การขยายฟีเจอร์ไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกสหรัฐอเมริกาจะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบด้านการโฆษณาและความเป็นส่วนตัวข้อมูลในแต่ละประเทศ เช่น GDPR ในยุโรป

โดยรวมแล้ว OpenAI กำลังวางตำแหน่ง ChatGPT ให้เป็นแพลตฟอร์มที่รวมการค้นหา การแนะนำ และการดำเนินการเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้บริโภคโต้ตอบกับ AI ในชีวิตประจำวัน แม้จะมีความท้าทายด้านการรับรู้เรื่องโฆษณา แต่จุดยืนของบริษัทในการยืนยันว่าเป็น “recommendations” ที่ปราศจากอิทธิพลทางการเงินยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้และนักกำหนดนโยบายจะจับตาติดตาม

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)