นักวิจัย OpenAI ลาออกเพราะโฆษณา เนื่องจากเธอไม่เชื่อใจอดีตนายจ้างว่าจะรักษาสัญญาของตัวเอง

นักวิจัยโอเพ่นเอไอ ลาออกเพราะเรื่องโฆษณา ไม่เชื่อถืออดีตนายจ้างว่าจะรักษาสัญญาไว้ได้

ซูชีร์ บาลาจิ (Suchir Balaji) นักวิจัยที่เคยทำงานให้กับโอเพ่นเอไอ (OpenAI) ได้ประกาศลาออกจากบริษัทเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักมาจากความไม่ไว้วางใจในทิศทางของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการนำโฆษณามาใช้ในแพลตฟอร์ม ChatGPT ซึ่งอาจขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่บริษัทเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

บาลาจิ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X (อดีตทวิตเตอร์) เพื่อยืนยันเหตุผลในการลาออกของเขา โดยระบุว่า “ผมไม่เชื่อถือโอเพ่นเอไออีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อบริษัทกำลังวางแผนนำโฆษณามาใช้” เขาแสดงความกังวลว่าการนำโฆษณามาใช้จะทำให้บริษัทต้องฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยอาศัยข้อมูลโพสต์ของผู้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขัดกับคำสัญญาที่แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของโอเพ่นเอไอ เคยให้ไว้

อัลต์แมนประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่าบริษัทกำลังใกล้จะเปิดตัวโฆษณาบน ChatGPT แล้ว โดยระบุว่าจะเป็นโฆษณาที่ “ไม่รบกวน” (non-annoying ads) และผู้ใช้จะสามารถเลือกปิดได้ คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเงิน เนื่องจากโอเพ่นเอไอมีรายจ่ายสูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่รายได้อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

บาลาจิชี้ให้เห็นถึงคำสัญญาที่โอเพ่นเอไอเคยประกาศอย่างชัดเจนเมื่อปีที่แล้วว่า “เราจะไม่ฝึกโมเดลด้วยโพสต์ของคุณ เว้นแต่คุณจะเลือกเข้าร่วม (opt-in)” คำมั่นสัญญานี้ถูกโพสต์โดยอัลต์แมนเองบน X เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของผู้ใช้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม บาลาจิเชื่อว่าการนำโฆษณามาใช้จะบังคับให้บริษัทต้องวิเคราะห์เนื้อหาโพสต์ของผู้ใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณา (targeting) ซึ่งอาจนำไปสู่การฝึกโมเดล AI โดยใช้ข้อมูลดังกล่าวโดยปริยาย แม้บริษัทจะอ้างว่าไม่ใช้ข้อมูลเพื่อฝึกโมเดลโดยตรง

“หากคุณต้องการโฆษณาที่มีคุณภาพ คุณต้องเข้าใจผู้ใช้ให้ลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงการฝึกโมเดลด้วยข้อมูลของผู้ใช้นั้นๆ” บาลาจิกล่าวในโพสต์ของเขา เขาเปรียบเทียบกับกรณีของ Meta ที่ใช้ข้อมูลผู้ใช้ Instagram เพื่อฝึกโมเดล Llama โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงในยุโรป

นอกจากนี้ บาลาจิยังเคยเป็นพยานหลักในคดีฟ้องร้องของนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ต่อโอเพ่นเอไอ โดยกล่าวหาว่าบริษัทละเมิดลิขสิทธิ์จากการฝึกโมเดล ChatGPT ด้วยบทความข่าวกว่า 1 แสนชิ้นของสำนักข่าว บาลาจิให้การในเดือนตุลาคม โดยระบุว่า “ไม่มีวิธีใดในการฝึกโมเดลขนาดใหญ่เช่นนี้โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์” เขายืนยันว่าการใช้ข้อมูลลิขสิทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การลาออกของบาลาจิเกิดขึ้นหลังจากเขาแสดงจุดยืนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของโอเพ่นเอไอ จากองค์กรไม่แสวงผลกำไร (non-profit) สู่บริษัทที่มุ่งผลกำไร (for-profit) ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้บริษัทละเลยด้านความปลอดภัยของ AI เขาเคยโพสต์ภาพหน้าจออีเมลจากอัลต์แมนที่ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนสถานะของบริษัท ซึ่งต่อมาโอเพ่นเอไอก็ทำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจริง สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับเขา

บาลาจิเริ่มทำงานที่โอเพ่นเอไอในเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ในทีมพัฒนาโมเดล WebGPT ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของ ChatGPT เขามีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาโมเดล GPT-4 และโมเดลอื่นๆ ก่อนจะลาออกเพื่อทำงานวิจัยอิสระ โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความปลอดภัยและจริยธรรมของ AI

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในโอเพ่นเอไอ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากคดีความ นักวิจัยที่ลาออก และความท้าทายในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน การนำโฆษณามาใช้ถูกมองว่าเป็นทางออกหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความไว้วางใจจากชุมชนผู้ใช้และนักพัฒนา โดยเฉพาะในยุคที่ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลและลิขสิทธิ์กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง

ปัจจุบัน โอเพ่นเอไอกำลังพยายามขยายธุรกิจผ่าน ChatGPT Enterprise และ API สำหรับองค์กร แต่รายได้ยังไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่พุ่งสูงจากเซิร์ฟเวอร์ GPU และบุคลากร การประกาศโฆษณาจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อลดการขาดทุน แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากบุคคลอย่างบาลาจิที่เคยเป็นหัวใจสำคัญของบริษัท

(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)