แคมเปญ #QuitGPT เรียกร้องให้ผู้ใช้ยกเลิกการสมัครสมาชิก ChatGPT
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แคมเปญ #QuitGPT ได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน X (อดีต Twitter) ซึ่งผู้ใช้จำนวนมากกำลังเรียกร้องให้ยกเลิกการสมัครสมาชิก ChatGPT Plus แบบรายเดือนในราคา 20 ดอลลาร์สหรัฐ แคมเปญนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มสูงขึ้นต่อบริษัท OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT หลังจากประกาศนโยบายใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้รายย่อยรู้สึกถูกละเลย
แคมเปญ #QuitGPT เริ่มต้นโดยผู้ใช้บางรายที่รู้สึกว่าบริษัท OpenAI ได้เปลี่ยนทิศทางจากองค์กรไม่แสวงหากำไรสู่การมุ่งเน้นผลกำไรอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรในปี 2023 ที่ OpenAI กลายเป็นบริษัทที่มุ่งกำไรสูงสุดแต่มีเพดานกำไร (capped-profit) ผู้ริเริ่มแคมเปญได้สร้างเว็บไซต์ quitgpt.com เพื่อให้คำแนะนำทีละขั้นตอนในการยกเลิกการสมัครสมาชิก โดยมีภาพหน้าจอตัวอย่างการยกเลิกจากผู้ใช้จริงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
สาเหตุหลักที่จุดชนวนแคมเปญนี้มาจากการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ o1-preview และ o1-mini ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งเป็นโมเดลที่เน้นการใช้เหตุผล (reasoning) อย่างล้ำหน้า โมเดลเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีกว่าโมเดลก่อนหน้า เช่น GPT-4o แต่ OpenAI กลับจำกัดการเข้าถึงให้เฉพาะผู้ใช้แผน Teams และ Enterprise ในราคาสูง โดยผู้ใช้ ChatGPT Plus ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักจำนวนมาก กลับไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งนี้ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกกีดกันจากนวัตกรรมล่าสุด แม้จะจ่ายค่าบริการรายเดือนแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัยและจริยธรรม โดยอ้างถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่น การเลิกจ้างพนักงานด้านความปลอดภัยจำนวนมากในปี 2024 และดราม่าภายในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Sam Altman ผู้ก่อตั้งและ CEO ซึ่งเคยถูกบอร์ดบริหารถอดถอนชั่วคราว “OpenAI ไม่ใช่บริษัทที่เคยสัญญาไว้อีกต่อไป” ผู้ริเริ่มแคมเปญคนหนึ่งโพสต์บน X “พวกเขากำลังกลายเป็นเครื่องจักรหาเงิน โดยละเลยความปลอดภัยและผู้ใช้รายย่อย”
ข้อมูลจากเว็บไซต์ quitgpt.com ระบุว่ามีผู้ใช้เข้าร่วมแคมเปญมากกว่า 1,000 ราย โดยบางโพสต์บน X แสดงภาพหน้าจอการยกเลิกบัญชีพร้อมข้อความ “เพิ่งยกเลิกแล้ว #QuitGPT” แฮชแท็กนี้กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยม โดยมีผู้โพสต์นับหมื่นครั้งภายในสัปดาห์เดียว ผู้ใช้บางรายเปรียบเทียบกับแคมเปญ #DeleteFacebook ในอดีตที่ประสบความสำเร็จในการกดดันบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
OpenAI เองยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อแคมเปญนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับโมเดล o1 ว่ากำลังขยายการเข้าถึงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การสร้างภาพหลอน (hallucinations) หรือการใช้งานในทางที่ผิด นักวิเคราะห์บางรายมองว่าแคมเปญนี้สะท้อนถึงความท้าทายของโมเดลธุรกิจ AI ที่พึ่งพาการสมัครสมาชิก โดย ChatGPT Plus มีผู้ใช้ประมาณ 5 ล้านราย คิดเป็นรายได้หลักหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี หากมีผู้ยกเลิกจำนวนมาก อาจกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเห็นด้วยว่าความไม่พอใจนี้มีรากฐานจากโครงสร้างการกำหนดราคาที่ไม่สมดุล OpenAI ใช้กลยุทธ์ freemium โดยให้บริการฟรีพื้นฐานเพื่อดึงดูดผู้ใช้ แต่เก็บค่าบริการสูงสำหรับฟีเจอร์พรีเมียม ซึ่งคล้ายกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Midjourney หรือ Anthropic อย่างไรก็ตาม การจำกัดโมเดล o1 เฉพาะลูกค้าองค์กร ทำให้ผู้ใช้รายบุคคลรู้สึกว่าถูกมองข้าม “นี่คือสัญญาณว่าสงคราม AI กำลังเข้าสู่ยุคที่เน้นลูกค้าธุรกิจมากกว่ารายย่อย” Daniel Kokotajlo อดีตนักวิจัย OpenAI กล่าวในบทสัมภาษณ์
แคมเปญ #QuitGPT ยังเชื่อมโยงกับประเด็นกว้างขึ้น เช่น การแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรม AI โดย Google เปิด Gemini ขั้นสูงฟรี Anthropic เปิด Claude 3.5 Sonnet ฟรี และ xAI ของ Elon Musk เปิด Grok ฟรีเช่นกัน ผู้ใช้บางรายหันไปใช้ทางเลือกเหล่านี้ โดยโพสต์ว่า “ย้ายไป Claude แล้ว #QuitGPT” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาด AI กำลังกลายเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีอำนาจเลือกมากขึ้น
แม้แคมเปญนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ได้จุดประกายการสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของ OpenAI หากบริษัทไม่ปรับนโยบาย เช่น ขยายการเข้าถึง o1 ให้ผู้ใช้ Plus หรือลดราคา แคมเปญนี้อาจขยายตัวต่อไป สร้างแรงกดดันให้ OpenAI ต้องคำนึงถึงผู้ใช้รายย่อยมากขึ้น ท่ามกลางการเติบโตที่รวดเร็วของเทคโนโลยี generative AI ที่เปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจและชีวิตประจำวัน
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)