นักลงทุน Suno ยอมรับทิ้ง Spotify ไปใช้เพลง AI จนบังเอิญบ่อนทำลายการต่อสู้อ้าง fair use ของบริษัท

นักลงทุน Suno ยอมรับว่าเลิกใช้ Spotify หันมาใช้เพลง AI แทน โดยบังเอิญทำลายข้อแก้ตัวเรื่อง “การใช้อย่างเป็นธรรม” ของบริษัท

ในวงการดนตรีที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริษัท Suno ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเครื่องมือสร้างเพลงด้วย AI กำลังตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Sony Music Entertainment, Universal Music Group และ Warner Music Group คดีความดังกล่าวกล่าวหาว่า Suno ละเมิดลิขสิทธิ์โดยใช้เพลงที่มีลิขสิทธิ์ในการฝึกอบรมโมเดล AI โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม Suno อ้างสิทธิ์ “การใช้อย่างเป็นธรรม” (fair use) ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าเทคโนโลยีของตนสร้างสรรค์เพลงใหม่ที่แตกต่างจากต้นฉบับ

แต่ล่าสุด ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากโพสต์บนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ของจูเลีย อเล็กซานเดอร์ (Julia Alexandr) นักลงทุนรายแรกๆ ใน Suno เธอประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่าได้ยกเลิกการสมัครสมาชิก Spotify แล้ว และหันมาใช้ Suno เป็นหลักในการค้นพบและฟังเพลงแทน โพสต์ดังกล่าวระบุว่า “วันนี้ฉันยกเลิกการสมัคร Spotify แล้ว Suno ได้เข้ามาแทนที่ Spotify สำหรับการค้นพบและฟังเพลงของฉันแล้ว” คำพูดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการต่อสู้ทางกฎหมายของ Suno แม้ว่าอเล็กซานเดอร์อาจไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

พื้นหลังของคดีความและข้อแก้ตัวเรื่อง Fair Use

คดีฟ้องร้อง Suno เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยค่ายเพลงทั้งสามแห่งยื่นฟ้องต่อศาลกลางเขตแมสซาชูเซตส์ โดยอ้างว่า Suno และบริษัทคู่แข่งอย่าง Udio ได้ฝึกอบรมโมเดล AI โดยคัดลอกเพลงที่มีลิขสิทธิ์นับล้านเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาต สิ่งนี้ไม่เพียงละเมิดสิทธิ์ผู้สร้างสรรค์ แต่ยังคุกคามอุตสาหกรรมดนตรีทั้งระบบ Suno ตอบโต้ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ยกฟ้อง โดยอ้างหลักการ fair use ซึ่งเป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในบางกรณี เช่น การวิจารณ์ การศึกษา หรือการสร้างสรรค์ใหม่ (transformative use)

ตามหลัก fair use มีปัจจัยสำคัญ 4 ประการในการพิจารณา ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์และลักษณะของการใช้ (2) ลักษณะของผลงานต้นฉบับ (3) ปริมาณและความสำคัญของส่วนที่ใช้ และ (4) ผลกระทบต่อตลาดหรือมูลค่าของผลงานต้นฉบับ Suno ยืนยันว่า AI ของตนสร้างเพลงใหม่ที่ไม่ใช่การคัดลอกตรงๆ แต่เป็นการแปลงสภาพให้เกิดสรรค์ใหม่ ซึ่งไม่กระทบตลาดเพลงดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำอธิบาย เช่น “เพลงร็อกสไตล์ دهه 80 เกี่ยวกับความรักที่พังทลาย” แล้ว AI จะสร้างเพลงพร้อมเนื้อร้องและทำนองใหม่ทั้งหมด

การยอมรับของนักลงทุนที่อาจพลิกเกม

โพสต์ของอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นนักลงทุนรายแรกใน Suno (เธอลงทุนตั้งแต่รอบ seed) ได้รับการรีโพสต์และวิเคราะห์อย่างกว้างขวางในชุมชนออนไลน์ โดยเฉพาะจากไมเคิล เบ็คเคอร์แมน (Michael Beckerman) CEO ของ Music Workers Alliance ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิ์นักดนตรี เบ็คเคอร์แมนวิจารณ์ทันทีว่า “นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า AI กำลังแทนที่บริการสตรีมมิงเพลงดั้งเดิม ซึ่งตรงกันข้ามกับข้ออ้าง fair use ของ Suno” คำพูดของอเล็กซานเดอร์ชี้ให้เห็นว่า Suno ไม่ใช่เครื่องมือเสริม แต่เป็นตัวแทน (substitute) สำหรับ Spotify ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิงเพลงหลักที่มีสมาชิกกว่า 600 ล้านรายทั่วโลก

ประเด็นสำคัญคือ ปัจจัยที่ 4 ของ fair use คือ “ผลกระทบต่อตลาด” หากผู้ใช้อย่างอเล็กซานเดอร์ยกเลิก Spotify เพื่อใช้ Suno แทน แสดงว่าเทคโนโลยีนี้กำลังทำลายรายได้ของค่ายเพลงและศิลปิน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญต่อข้อแก้ตัวของ Suno นักกฎหมายด้านลิขสิทธิ์หลายรายชี้ว่า คำให้การเช่นนี้จากนักลงทุนใกล้ชิดยิ่งทำให้ศาลมองว่า Suno มีเจตนาแข่งขันโดยตรงกับตลาดเพลงที่มีลิขสิทธิ์ แม้อเล็กซานเดอร์จะลบโพสต์ดังกล่าวในเวลาต่อมา แต่ภาพถ่ายหน้าจอได้แพร่กระจายไปแล้ว สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้บริษัท

มุมมองจากฝั่ง Suno และอุตสาหกรรม

Suno ซึ่งก่อตั้งโดยทีมวิศวกรจากอดีต Microsoft และ TikTok มีผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านรายนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2566 บริษัทระดมทุนได้กว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนชั้นนำ เช่น Lightspeed Venture Partners และ Founder Collective โดยมีมูลค่าบริษัทกว่า 500 ล้านดอลลาร์ CEO ของ Suno มิกกี้ กราเบล (Mikey Grabel) ยืนยันว่าโมเดล AI ถูกฝึกด้วยข้อมูลที่ถูกกฎหมายและสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมด แต่ค่ายเพลงโต้แย้งว่าการสร้างเพลงที่ “เลียนแบบ” สไตล์ศิลปินดัง เช่น Taylor Swift หรือ Drake โดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ เป็นการขโมยทางปัญญา

อุตสาหกรรมดนตรีซึ่งมีมูลค่ากว่า 28.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องรายได้จากการสตรีมมิง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 67% ของรายได้ทั้งหมด การมาของ AI music generators อย่าง Suno และ Udio ทำให้เกิดความกังวลว่าอนาคตศิลปินใหม่อาจถูกแย่งโอกาสโดยเครื่องจักรที่ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับการฟ้องร้อง OpenAI ในคดีเนื้อเพลงลิขสิทธิ์ ซึ่ง RIAA (Recording Industry Association of America) เป็นผู้ฟ้องหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การยอมรับของอเล็กซานเดอร์แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญให้ฝ่ายจำเลยใช้ในศาล คดีนี้คาดว่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับการกำหนดกฎเกณฑ์ AI ในวงการบันเทิง หาก Suno แพ้คดี อาจต้องจ่ายค่าชดเชยมหาศาลและเปลี่ยนวิธีฝึกโมเดล AI ซึ่งจะกระทบ startup AI อื่นๆ ทั่วโลก ในทางตรงกันข้าม หากชนะ จะเปิดทางให้ AI สร้างสรรค์เนื้อหาโดยไม่ต้องกังวลลิขสิทธิ์มากนัก

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างนวัตกรรมกับสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งธุรกิจดนตรีต้องเผชิญในยุค AI บรรดานักลงทุนและผู้บริหาร Suno อาจต้องระมัดระวังคำพูดมากขึ้น เพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดอ่อนในสงครามกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)