เอไออาจไม่มาแย่งงานทนายความในเร็วๆ นี้

ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่มาแย่งงานทนายความในเร็วๆ นี้

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว วงการกฎหมายก็ตกเป็นเป้าหมายของการคาดการณ์ว่าอาจสูญเสียงานจำนวนมาก แต่จากข้อมูลและการวิเคราะห์ล่าสุด พบว่าความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น AI ยังคงเป็นเครื่องมือช่วยเหลือมากกว่าผู้แทนที่มนุษย์ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การเจรจา และความไว้วางใจจากลูกความ

บริษัทกฎหมายชั้นนำหลายแห่งเริ่มนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น Harvey AI ซึ่งพัฒนาโดยอดีตวิศวกรจาก OpenAI และร่วมมือกับ OpenAI เอง Harvey ช่วยในการสรุปคดี วิจัยกฎหมาย และร่างเอกสารเบื้องต้น ทำให้ทนายความประหยัดเวลาได้มาก Casetext’s CoCounsel ซึ่งซื้อโดย Thomson Reuters ก็ทำหน้าที่คล้ายกัน โดยช่วยตอบคำถามทางกฎหมายและร่างเอกสาร นอกจากนี้ LexisNexis และ Westlaw ก็มีเครื่องมือ AI สำหรับการค้นคว้ากฎหมายที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

การทดลองใช้งานในองค์กรกฎหมายชั้นนำ เช่น Allen & Overy และ PwC แสดงให้เห็นว่า AI สามารถลดเวลาการทำงานได้ถึง 30-50% ในงาน routine เช่น การตรวจสอบสัญญา การสรุปเอกสารยาวๆ หรือการหาพยานหลักฐาน ทนายความจากบริษัทเหล่านี้ระบุว่า AI เหมือน “ผู้ช่วยส่วนตัวที่ฉลาด” ซึ่งช่วยให้พวกเขามุ่งเน้นไปที่งานที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น การวางกลยุทธ์คดี การเจรจากับคู่กรณี และการนำเสนอต่อศาล

อย่างไรก็ตาม AI ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ Daniel Martin Katz ศาสตริยธรรมดาแห่งมหาวิทยาลัย Illinois ระบุว่า AI เก่งในงานที่เป็นรูปแบบซ้ำๆ แต่ล้มเหลวในงานที่ต้องการการใช้เหตุผลเชิงลึกและบริบทที่ซับซ้อน เขาเปรียบเทียบว่า AI ผ่านการสอบบาร์ (bar exam) ได้ แต่เมื่อเจอปัญหากฎหมายจริงที่ซับซ้อน เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับหลายรัฐหรือหลายประเทศ AI มักให้คำตอบที่ผิดพลาดหรือ “hallucinate” ข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง

การทดสอบจากโครงการอย่าง LegalBench พบว่าโมเดล AI ชั้นนำ เช่น GPT-4 สามารถทำคะแนนได้ดีในงานพื้นฐาน แต่ตกต่ำลงในงานที่ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การตีความกฎหมาย และการประยุกต์ใช้ Katz ยังชี้ว่า AI ถึงจุด “plateau” หรือหยุดพัฒนาในด้านการใช้เหตุผลทางกฎหมาย โดยคะแนนในแบบทดสอบกฎหมายซับซ้อนไม่ดีขึ้นมากนักตั้งแต่ปี 2023

นอกจากนี้ งานทนายความยังอาศัยทักษะมนุษย์ที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้ เช่น การอ่านสีหน้าลูกความ การสร้างความไว้วางใจ การเจรจาแบบตัวต่อตัว และการตัดสินใจทางจริยธรรม ในคดีใหญ่ๆ เช่น การฟ้องร้องแบบ class action หรือการ并购 (M&A) ทนายความต้องรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์จริง ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์

ตัวอย่างจากบริษัทกฎหมายอย่าง Linklaters ที่ใช้ Harvey พบว่าทนายรุ่นเยาว์ใช้ AI เพื่อเร่งงานวิจัย แต่ผู้บริหารอาวุโสยังคงตรวจสอบและปรับแต่งผลลัพธ์ด้วยตัวเอง เพื่อให้แน่ใจในความถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทของลูกค้า PwC Legal ก็ใช้ AI สำหรับการตรวจสอบสัญญา แต่ย้ำว่ามนุษย์ต้องรับผิดชอบขั้นสุดท้าย

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมกฎหมายจะได้รับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้ในระดับต่ำ โดยงานที่ถูกแทนที่ได้คืองาน clerical ประมาณ 25% ของทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มผลผลิตมากกว่าการลดคน แม้แต่ในประเทศที่กฎหมายเข้มงวดอย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีทนายความมากกว่า 1.3 ล้านคน ก็ยังไม่เห็นการเลิกจ้างจำนวนมากจาก AI

ในอนาคต AI จะกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานในสำนักงานกฎหมาย เช่นเดียวกับอีเมลหรือฐานข้อมูลดิจิทัลในอดีต มันจะช่วยให้ทนายทำงานได้มากขึ้น เร็วขึ้น และราคาถูกลง โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางที่ไม่สามารถจ้างสำนักงานใหญ่ได้ แต่บทบาทหลักของทนายความในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้พิพากษาคดี และนักเจรจายังคงอยู่ Katz สรุปว่า “AI จะไม่มาแย่งงานทนาย แต่จะเปลี่ยนวิธีที่ทนายทำงาน”

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ เช่น การฝึกอบรมทนายให้ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลงาน AI และการจัดการความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จ สมาคมทนายความแห่งสหรัฐฯ (ABA) กำลังร่างแนวปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ AI สอดคล้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพ

สรุปแล้ว แม้ AI จะปฏิวัติวงการกฎหมาย แต่ไม่ใช่ในรูปแบบการแทนที่งานทั้งหมด มันเป็นตัวเร่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยทนายความที่ปรับตัวได้จะได้เปรียบ วงการนี้จึงยังคงต้องการบุคลากรที่มีทักษะมนุษย์ควบคู่กับเทคโนโลยี

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)